
ไทยเสี่ยง Stagflation สงครามพลังงานดันเงินเฟ้อ จับตาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
นักวิชาการเตือนสงครามพลังงานหลายสมรภูมิ กระทบอุปทานน้ำมันโลกหายราว 16.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เสี่ยงดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุดไทยเผชิญเงินเฟ้อเพิ่ม 2.1-2.6% และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ
KEY
POINTS
- ไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ (Stagflation) จากสงครามพลังงานที่ขยายวงกว้างและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและทะเลดำอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- หากราคาน้ำมันพุ่งสูง จะส่งผลโดยตรงให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้น กดดันต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ หลังสงครามขยายวงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไปสู่ "สงครามพลังงานหลายสมรภูมิ" ซึ่งกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-บับเอลมันเดบ และทะเลดำ จนเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้น และผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ เศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ (Stagflation) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2.1-2.6% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ในช่วง 2.4-3.3% ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกดดันต้นทุนการผลิต การขนส่ง ค่าครองชีพ กำลังซื้อ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมกัน
สงครามพลังงานลาม 3 สมรภูมิ
ดร.อัทธ์ ระบุว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ได้ขยายตัวเป็น สงครามพลังงานหลายสมรภูมิ ครอบคลุมทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-บับเอลมันเดบ และทะเลดำ ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก
ปัจจุบันตะวันออกกลางผลิตน้ำมันประมาณ 31 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 30% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลก โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุด รองรับการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของการใช้น้ำมันทั่วโลก
อุปทานน้ำมันโลกหาย 16.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
บทวิเคราะห์ระบุว่า หลังสงครามกลับมารุนแรงอีกครั้ง การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียง 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหายไป 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แม้ซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มการใช้ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ แต่กลับเผชิญความเสี่ยงใหม่จากการโจมตีบริเวณบับเอลมันเดบ ทำให้การส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงมีข้อจำกัด และอาจต้องอ้อมผ่านคลองสุเอซ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบยิบรอลตาร์ และแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งไปตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เดือน
ขณะเดียวกัน การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและสถานีส่งออกของ Caspian Pipeline Consortium (CPC) ในรัสเซียและทะเลดำ ยังกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มเติม
เมื่อรวมผลกระทบจากทั้ง 3 จุดวิกฤต ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-บับเอลมันเดบ และท่อส่งน้ำมัน CPC ในทะเลดำ ดร.อัทธ์ ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 16.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 16% ของอุปทานน้ำมันโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจผลักดันราคาน้ำมันโลกให้ทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดการปิดเส้นทางขนส่งหลายจุดพร้อมกัน
น้ำมันแพงเร่งเงินเฟ้อไทย
ดร.อัทธ์ คำนวณว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 42.86% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.1-2.6% ภายในไตรมาสที่สี่ของปี 2569
เมื่อรวมกับประมาณการเงินเฟ้อเดิมของธนาคารแห่งประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ในช่วง 2.4-3.3% สูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ก่อนเกิดสงครามอย่างมีนัยสำคัญ
ต้นทุนพุ่ง กดกำลังซื้อและการลงทุน
บทวิเคราะห์ระบุว่า ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน พร้อมทั้งกดดันกำลังซื้อ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงของ เงินเฟ้อด้านต้นทุน (Cost-push Inflation) ที่เกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ
เตือนไทยเสี่ยง Stagflation หากสงครามยืดเยื้อ
ดร.อัทธ์ สรุปว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดน้ำมัน แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกจาก 3 สมรภูมิ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยานบู-ทะเลแดง และรัสเซีย-ท่อส่งน้ำมัน CPC จนทำให้ปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
หากวิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 120-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อของไทย ขณะที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเข้าสู่ภาวะ "เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง" (Stagflation)







