
สหรัฐงัด ม.301 ฟันสินค้าไทย 12.5% เดิมพันส่งออก 2.37 ล้านล้าน จับตาภาษีลูกที่สอง
สหรัฐฯ ยกระดับแรงกดดันทางการค้าต่อไทย หลังมาตรา 301 เริ่มบังคับใช้แทนมาตรา 122 เก็บภาษีสินค้าไทยเพิ่ม 12.5% กระทบสินค้าส่งออกเกือบทุกกลุ่ม ขณะที่อีกหนึ่ง "ระเบิดเวลา" คือการสอบสวนกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่อาจนำไปสู่ภาษีระลอกใหม่และเขย่าการส่งออกไทยในระยะยาว
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 12.5% กระทบต่อมูลค่าการส่งออกกว่า 2.37 ล้านล้านบาท โดยให้เหตุผลเรื่องมาตรการป้องกันสินค้าจากแรงงานบังคับ
- ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า (10%) และได้รับสิทธิยกเว้นเพิ่มเติม ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงกว่า
- มาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อกลุ่มสินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป
- ภาคการส่งออกไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญ "ภาษีลูกที่สอง" จากการที่สหรัฐฯ กำลังไต่สวนไทยในประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ภายใต้มาตรา 301 เช่นกัน
เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐอเมริกา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการค้าโลก เมื่อสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีภายใต้ มาตรา 301 (Section 301) อย่างเป็นทางการกับ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดกลุ่มหนึ่งของมาตรการครั้งนี้ ทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐที่ตัวเลขปี 2568 ไทยส่งออกไปกว่า 2.37 ล้านล้านบาทมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นทันที
การประกาศดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตราภาษีนำเข้าสินค้า แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการชั่วคราวภายใต้ มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐเรียกเก็บภาษีได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน ไปสู่ มาตรา 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการค้าสำคัญของสหรัฐในการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน
นั่นหมายความว่า ภาษีรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียง "ภาษีชั่วคราว" หากแต่เป็นการยกระดับแรงกดดันทางการค้าเข้าสู่เกมระยะยาว ที่ประเทศคู่ค้าจำเป็นต้องปรับกฎหมาย มาตรฐานการผลิต และระบบกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน หากต้องการลดแรงกดดันจากสหรัฐในอนาคต
สำหรับประเทศไทย การเริ่มต้นบังคับใช้มาตรา 301 จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มต้นทุนการส่งออก 12.5% แต่เป็นสัญญาณว่า มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และแหล่งกำเนิดสินค้า กำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าใหม่ ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
12.5% ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือแต้มต่อที่ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง
เหตุผลที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้ในการดำเนินมาตรการครั้งนี้ คือประเทศไทยยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม 12.5% บวกอัตราภาษี MFN(ภาษีนำเข้าปกติของสหรัฐ) เช่นเดียวกับอีก 37 ประเทศ
แม้ตัวเลข 12.5% จะดูไม่แตกต่างจากประเทศอื่นมากนัก แต่หากพิจารณาในเชิงการแข่งขัน ไทยกลับอยู่ในสถานะเสียเปรียบทันที เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกสำคัญหลายประเทศในอาเซียนและเอเชีย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ และปากีสถาน ถูกจัดเก็บภาษีเพียง 10% พร้อมทั้งได้รับสิทธิยกเว้นสินค้าเพิ่มเติมบางรายการ เพื่อจูงใจให้เร่งปรับปรุงกฎหมายและมาตรการด้านแรงงานบังคับ
ในทางกลับกัน ไทยไม่ได้รับสิทธิยกเว้นเฉพาะประเทศ (Country-specific Exemption) เช่นเดียวกับหลายประเทศคู่แข่ง แต่ได้รับการยกเว้นเฉพาะรายการสินค้าตามภาคผนวก Annex II Part A ซึ่งเป็นการยกเว้นในลักษณะเดียวกับทุกประเทศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของไทย
ความแตกต่างของภาษีเพียง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ อาจดูเล็กน้อยในมุมของผู้บริโภค แต่สำหรับผู้ประกอบการและผู้นำเข้าในสหรัฐ ความแตกต่างดังกล่าวสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจจัดซื้อสินค้าได้ทันที โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนและมีกำไรต่อหน่วยไม่สูง เมื่อผู้นำเข้าสหรัฐต้องเลือกระหว่างสินค้าไทยที่เสียภาษี 12.5% กับสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่เสียเพียง 10% ย่อมทำให้ไทยเสียเปรียบด้านราคาโดยอัตโนมัติ แม้คุณภาพสินค้าอาจไม่แตกต่างกันมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น หลายประเทศที่เสียภาษีต่ำกว่าไทยยังมีต้นทุนแรงงานและต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา บังกลาเทศ หรือปากีสถาน ทำให้ความแตกต่างของภาษีกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้ซื้อในสหรัฐหันไปกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศเหล่านั้นมากขึ้น
นี่จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่าง "สินค้าไทยกับสินค้าไทย" หากแต่เป็นการแข่งขันระหว่าง ห่วงโซ่อุปทานของทั้งภูมิภาคเอเชีย ที่กำลังเข้าสู่การจัดระเบียบครั้งใหม่ภายใต้กติกาการค้าของสหรัฐ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ มาตรา 301 ในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบเฉพาะกระบวนการผลิตภายในประเทศ แต่ยังขยายไปถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่สหรัฐให้ความสำคัญ เช่น เขตซินเจียงของจีน
นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน จะต้องเผชิญต้นทุนการตรวจสอบและการพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อิเล็กทรอนิกส์-อาหาร-ยาง นำทัพรับแรงกระแทก
เมื่อมาตรา 301 ของสหรัฐใช้หลักการจัดเก็บภาษีกับสินค้าทุกรายการของประเทศที่ถูกไต่สวนเป็นหลัก ก่อนกำหนดข้อยกเว้นเฉพาะบางรายการ ส่งผลให้สินค้าส่งออกเกือบทั้งหมดของไทยเข้าสู่ฐานภาษีใหม่ทันที นั่นหมายความว่า ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากจะต้องเผชิญต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ต่างจากมาตรการมาตรา 301 ที่สหรัฐเคยใช้กับจีนในอดีต ซึ่งมุ่งเป้าไปยังสินค้าเป็นรายกลุ่มหรือรายพิกัดเป็นหลัก
หากพิจารณาจากโครงสร้างการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ จะพบว่ากลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ล้วนเป็น เครื่องยนต์หลักของภาคส่งออกไทย ทั้งในด้านมูลค่าการค้า การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
กลุ่มแรกคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรไฟฟ้า (PCB/PCBA) โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ ไดโอด และอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า
แม้ประกาศของ USTR จะยกเว้นเครื่องจักรบางประเภทที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่การยกเว้นดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะ เครื่องจักรสำหรับการผลิต ไม่ใช่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปที่ไทยส่งออกเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมนี้ยังต้องรับภาระภาษีเต็มอัตรา
ถัดมาคือ ผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งไทยครองบทบาทสำคัญในตลาดสหรัฐ ทั้งยางล้อรถยนต์ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางธรรมชาติแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ กลุ่มนี้มีการแข่งขันด้านราคาสูงอยู่แล้ว การเพิ่มต้นทุนภาษีอีก 12.5% ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้นำเข้า
เช่นเดียวกับ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งไทยถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของผู้ประกอบการระดับโลก การปรับขึ้นภาษีอาจทำให้บริษัทข้ามชาติประเมินต้นทุนใหม่ และพิจารณาปรับสัดส่วนการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า
อีกกลุ่มที่ต้องจับตา คือ อาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง อาหารทะเลแปรรูป ข้าว ผลไม้แปรรูป และไก่แปรรูป ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีความสามารถแข่งขันสูงมาอย่างต่อเนื่อง แม้ภาคเอกชนจะพยายามผลักดันให้สินค้าอาหารทะเลบางรายการได้รับการยกเว้น แต่ USTR ไม่ได้เพิ่มสินค้าเหล่านี้เข้าสู่บัญชียกเว้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยยังต้องเผชิญภาระภาษีเต็มจำนวน
ขณะที่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะไทยไม่ได้รับสิทธิในกลไกโควตาภาษี (TRQ) ที่สหรัฐจัดให้กับบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งทำให้คู่แข่งเหล่านั้นมีต้นทุนการเข้าสู่ตลาดสหรัฐต่ำกว่าไทยอีกขั้นหนึ่ง เมื่อรวมกับต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าไทยอยู่แล้ว ยิ่งทำให้การแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดสหรัฐยากขึ้นกว่าเดิม
สินค้าไม่โดนภาษีซ้ำ ไม่ได้แปลว่าไร้ผลกระทบ
แม้สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่จะเข้าสู่ฐานภาษี 12.5% แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 301 เพิ่มเติม กลุ่มแรก คือ สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ มาตรา 232 ของสหรัฐอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ทองแดง รวมถึงรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งยังคงเสียภาษีตามอัตราเดิม โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ตาม การไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านี้จะหลุดพ้นจากแรงกดดัน เนื่องจากยังต้องเผชิญต้นทุนจากมาตรการเดิม รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐเช่นเดียวกัน
อีกกลุ่มหนึ่ง คือ สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตาม Annex II (Part A) ซึ่ง USTR ขยายรายการยกเว้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมสินค้ากว่า 2,120 รายการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในสหรัฐและป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ
สำหรับประเทศไทย สินค้าที่อยู่ในกลุ่มได้รับยกเว้น อาทิ ผลิตภัณฑ์มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูปชนิดไม่ปรุงแต่งรส วัตถุดิบยาและเภสัชภัณฑ์บางรายการ ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิด เศษโลหะ เศษแบตเตอรี่ หนังสัตว์บางประเภท และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
แต่สาระสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ การยกเว้นดังกล่าวเป็นการยกเว้นตามประเภทสินค้า ไม่ใช่การยกเว้นให้ประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ต่างจากบางประเทศที่ได้รับสิทธิยกเว้นสินค้าเพิ่มเติมตาม Annex II (Part B-N) เพื่อจูงใจให้เร่งดำเนินการตามพันธกรณีเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ประเทศไทยจึงยังอยู่ในสถานะเสียเปรียบเชิงนโยบาย เมื่อเทียบกับบางประเทศคู่แข่งที่สามารถส่งออกสินค้าได้ภายใต้เงื่อนไขภาษีที่ผ่อนปรนกว่า
2.5% ที่เปลี่ยนเกมการแข่งขัน
หากมองเพียงตัวเลข ความแตกต่างของภาษีระหว่างไทยกับประเทศที่เสียภาษี 10% อาจดูเป็นเพียง 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ในทางธุรกิจ ตัวเลขนี้อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการ "ได้คำสั่งซื้อ" กับ "เสียคำสั่งซื้อ"
ผู้นำเข้าสหรัฐในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพสินค้า หากแต่ให้ความสำคัญกับต้นทุนรวม ตั้งแต่ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า ไปจนถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ เมื่อสินค้าจากไทยต้องเสียภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ขณะที่หลายประเทศมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าและได้รับสิทธิยกเว้นเพิ่มเติม ย่อมเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ซื้อกระจายคำสั่งซื้อไปยังประเทศเหล่านั้นมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ผลิตทดแทนกันได้
ในระยะสั้น ผลกระทบอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากยังมีคำสั่งซื้อที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อผู้ซื้อเริ่มเจรจาสัญญาใหม่ในช่วงปลายปี ความแตกต่างของต้นทุนภาษีอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางคำสั่งซื้อในปี 2570
นั่นทำให้มาตรา 301 ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการจัดเก็บภาษี แต่เป็นเครื่องมือที่กำลังจัดระเบียบการแข่งขันใหม่ ในห่วงโซ่อุปทานโลก และบีบให้ประเทศผู้ส่งออกต้องเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใสของวัตถุดิบ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากไม่ต้องการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีจากประเด็นแรงงานบังคับอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ USTR ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนไทยภายใต้มาตรา 301 อีกหนึ่งคดีในประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" (Excess Capacity) ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นรายสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้ภาคส่งออกไทยยังต้องจับตา "ภาษีลูกที่สอง" อย่างใกล้ชิด







