
‘มาตรา 301 สหรัฐฯ’ กดดันไทย เอกชนจี้เร่งยกระดับแรงงาน ป้องกันสวมสิทธิ์สินค้า
นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ฯ ระบุสหรัฐจ่อขึ้นภาษีตามมาตรา 301 ของสหรัฐเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของไทย แนะเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานและระบบตรวจสอบย้อนกลับทั้งซัพพลายเชน พร้อมใช้ FDI ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทยและ SME
KEY
POINTS
- มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ถือเป็นบททดสอบสำคัญของไทย โดยมีแรงกดดันหลักในประเด็นแรงงานบังคับและการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า
- ภาคเอกชนเสนอให้ไทยใช้โอกาสนี้เร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานทั้งระบบให้ทัดเทียมสากล เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD
- จำเป็นต้องพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้า
ความเสี่ยงที่สหรัฐอเมริกาเตรียมใช้มาตรา 301 (Section 301) เป็นเครื่องมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้า กำลังกลายเป็นแรงกดดันครั้งสำคัญต่อไทย ท่ามกลางเวลาการเจรจาที่เหลือเพียงไม่กี่วัน ก่อนมาตรการภาษีตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยภาคเอกชนมองว่านี่ไม่ใช่เพียงประเด็นภาษี แต่เป็นโอกาสเร่งยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
มาตรา 301 คือบทเรียนใหญ่ของไทย
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เวลาที่รัฐบาลไทยใช้เจรจากับสหรัฐเหลืออีกไม่มาก โดยประเด็นหลักที่สหรัฐให้ความสำคัญคือกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานบังคับ ซึ่งมีการประเมินว่าอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มราว 10-12.5% รวมถึงประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Over Capacity) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป
อย่างไรก็ดี ไทยควรใช้สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญ มากกว่าจะมุ่งหวังเพียงการต่อรองหรือขอความเห็นใจจากสหรัฐ เพราะในความเป็นจริง ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ มีมาตรฐานด้านแรงงานในระดับสากลและดูแลครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว
สิ่งที่ควรทำคือการนำองค์ความรู้จากบริษัทที่มีความพร้อม ถ่ายทอดไปยังผู้ประกอบการที่ยังขาดศักยภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานของทั้งประเทศ โดยเฉพาะเมื่อไทยมีเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมาตรฐานด้านแรงงานถือเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เร่งปิดช่องโหว่สวมสิทธิ์-Traceability
ดร.สัมพันธ์กล่าวว่า อีกประเด็นที่สหรัฐจับตาอย่างใกล้ชิดคือการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (Circumvention) และการผลิตเกินกำลัง ซึ่งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความโปร่งใส จะมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ตลอดกระบวนการผลิต
แม้ในทางวิศวกรรม กำลังการผลิตจะปรับขึ้นลงตามความต้องการของตลาดเป็นเรื่องปกติ แต่หากไทยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการตรวจสอบย้อนกลับได้ และการเจรจากับสหรัฐไม่เป็นผล จนต้องเสียภาษีสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ก็จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า กัมพูชาดูเหมือนจะออกกฎหมายรองรับประเด็นดังกล่าวได้ก่อนไทย ขณะที่ในทางปฏิบัติ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของไทยมีมาตรฐานอยู่ในระดับที่ดีแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องผลักดันให้ภาพรวมของประเทศเข้าใกล้มาตรฐาน 100% เพื่อไม่ให้ไทยกลับมาติดกับดักการเจรจาภาษีในอนาคต
AI ดันส่งออกโต-ใช้ FDI ยกระดับคนไทย
สำหรับกรณีที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้น ดร.สัมพันธ์มองว่า มีสาเหตุหลักจากการที่บริษัทสัญชาติอเมริกันเข้ามาลงทุนผลิตในไทยและส่งสินค้ากลับไปยังสหรัฐ ประกอบกับราคาสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ของตลาดโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังได้รับความต้องการอย่างมาก
แม้ไทยอาจไม่ใช่ฐานการผลิตอันดับหนึ่งของภูมิภาค แต่ถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศชั้นนำที่มีการเติบโตโดดเด่นในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา จนบางช่วงเริ่มมีความกังวลว่าจะมีกำลังการผลิตเพียงพอรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่
ในด้านการส่งเสริมการลงทุน ดร.สัมพันธ์กล่าวว่า จากการประชุมรีทรีตของคณะกรรมการบีโอไอ เห็นตรงกันว่าจะใช้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยจะขอความร่วมมือจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึง SME ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว







