
ลุ้นระทึก สหรัฐงัดมาตรา 301 จ่อฟันสินค้าไทยยกแผง ผวาภาษีสูงสุด 25%
สหรัฐเดินหน้าขยับใช้มาตรา 301 ตรวจสอบไทย ปม “แรงงานบังคับ-กำลังการผลิตส่วนเกิน” นักวิชาการประเมินไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มสูงสุด 25% กระทบส่งออกไปตลาดสหรัฐมูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดโผสินค้ากลุ่มสินค้าเสี่ยง แนะเร่งยกระดับห่วงโซ่อุปทานให้ตรวจสอบได้
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรา 301 ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่รุนแรงและไม่มีกำหนดสิ้นสุด เพื่อจัดการกับสินค้าไทยที่ถูกมองว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรม
- ไทยถูกสอบสวนใน 2 ประเด็นหลัก คือ การใช้แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐฯ สงสัยว่าอาจมีการสวมสิทธิ์นำเข้าสินค้าจากจีนมาส่งออกต่อ
- ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากไทยถูกตัดสินว่ามีความผิดทั้งสองกรณี อาจเผชิญอัตราภาษีเพิ่มขึ้นรวมสูงสุดถึง 25% กระทบภาคการส่งออกอย่างรุนแรง
ความเสี่ยงด้านการค้าของไทยกับสหรัฐกำลังเข้าสู่บททดสอบครั้งใหม่ หลังรัฐบาลสหรัฐเตรียมใช้ มาตรา 301 (Section 301) ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐเป็นเครื่องมือจัดการกับประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรม “การค้าที่ไม่เป็นธรรม” แทนการใช้มาตรา 122 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวไม่เกิน 15% (ปัจจุบันเก็บที่ 10%) เป็นเวลา 150 วัน และจะครบกำหนดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรา 301 ใช้เหตุผลเรื่องการค้าที่ไม่เป็นธรรม ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นมาตรการที่เปิดทางให้สหรัฐสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมโดยไม่มีเพดานอัตราภาษี และไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน หากเห็นว่าประเทศคู่ค้าดำเนินนโยบายที่สร้างความเสียหายต่อการค้าและการลงทุนของสหรัฐ
ไทยติดทั้งบัญชีแรงงานบังคับ-กำลังผลิตส่วนเกิน
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ไทยอยู่ในบัญชีสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ทั้ง 2 กรณี ได้แก่ แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สหรัฐใช้เป็นเหตุผลในการดำเนินมาตรการตามมาตรา 301
ในประเด็นแรงงานบังคับ USTR ได้เผยผลการพิจารณาเบื้องต้นแล้ว โดยเห็นว่าประเทศคู่ค้ารวม 60 ประเทศ รวมถึงไทย ยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากต่างประเทศอย่างเพียงพอ จึงเสนอให้ใช้มาตรการภาษีในอัตรา 12.5% สถานะล่าสุดในเวลานี้ยังไม่ประกาศวันเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวน
เปิดโผสินค้าเสี่ยงถูกขึ้นภาษีสูงสุด
ดร.อัทธ์ ระบุว่า ความเสี่ยงของไทยไม่ได้อยู่เพียงการใช้แรงงานในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ โดยเฉพาะวัตถุดิบจากมณฑลซินเจียงของจีน เช่น ฝ้าย เส้นด้าย โพลีซิลิคอน กราไฟต์ แม่เหล็ก รวมถึงวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ซึ่งสหรัฐให้ความสำคัญเป็นพิเศษจากกฎหมายคุ้มครองชาวอุยกูร์
สำหรับการผลิตภายในประเทศ ไทยยังมีความเสี่ยงในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลบางประเภท เช่น กุ้ง หมึก ปูม้า และปูนิ่ม ที่มีการใช้แรงงานข้ามชาติ ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาของสหรัฐ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง USTR ยังอยู่ระหว่างสอบสวนไทยและอีก 15 ประเทศ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยสหรัฐมองว่า หลายประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าความต้องการในประเทศ และอาจอาศัยการส่งออกจำนวนมากจนกระทบต่อผู้ผลิตในสหรัฐ ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เหลือต่ำกว่า 50% ในเวลานี้ แต่กลับยังส่งออกไปสหรัฐได้ในระดับสูง จึงทำให้สหรัฐตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศมาดำเนินการเพียงบางขั้นตอน ก่อนส่งออกในฐานะสินค้าไทย หรือที่เรียกว่า Circumvention หรือการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า
“สหรัฐตั้งคำถามว่า หากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและการผลิตลดลง เหตุใดไทยจึงยังส่งออกไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้น จึงนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า”
ทั้งนี้ ปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 2.37 ล้านล้านบาท จากมูลค่าการค้ารวม 3.06 ล้านล้านบาท และเกินดุลการค้าสหรัฐถึง 1.68 ล้านล้านบาท ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกไปสหรัฐแล้ว 1.19 ล้านล้านบาท เกินดุลการค้า 8.42 แสนล้านบาท สะท้อนว่าสหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ ดร.อัทธ์ มองว่าน่ากังวลไม่แพ้เรื่องแรงงานบังคับ คือการสอบสวนกรณี กำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งแม้ USTR ยังไม่ประกาศผลการพิจารณา แต่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นรายสินค้า
โดยสินค้าที่ไทยมีความเสี่ยงสูงจากการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร วงจรรวม (IC) คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าความเสี่ยงอันดับ 1-10 คิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของมูลค่าการนำเข้าจากจีน ขณะที่สินค้าความเสี่ยงอันดับ 11-20 ได้แก่ สายไฟ เคเบิล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และจอแสดงผล คิดเป็นสัดส่วนอีกประมาณ 14% โดยยังมีกลุ่มสินค้าอันดับ 21 เป็นต้นไปที่อาจถูกตรวจสอบเพิ่มเติมตามความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน
สหรัฐจับตาไทย-เล่นงานจีน
ดร.อัทธ์ ระบุว่า สหรัฐจับตาไทยมากขึ้น เพราะมองว่าไทยพึ่งพาจีนอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านเครื่องจักร ชิ้นส่วน วัตถุดิบ เทคโนโลยี และการลงทุนจากจีน อีกทั้งยังมีบริษัทจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงยิ่งทำให้สหรัฐให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น
แรงงานบังคับเสี่ยงภาษี 12.5%
สำหรับกรณีแรงงานบังคับ ประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ครอบคลุมสินค้าทุกรายการ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ แตกต่างจากหลายประเทศที่มีกลไกตรวจสอบและห้ามนำเข้าสินค้าลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน
ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน แม้ยังไม่มีการประกาศอัตราภาษี แต่หาก USTR มีข้อสรุปให้ดำเนินมาตรการในทิศทางเดียวกัน ไทยอาจต้องเผชิญภาษีเพิ่มเติมในสินค้ารายกลุ่ม โดยประเมินว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีทั้ง 2 กรณี อัตราภาษีรวมอาจสูงถึง 25% โดย 12.5% จากกรณีแรงงานบังคับ และอีก 12.5% จากกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน “หากไทยถูกมาตรา 301 ทั้งสองกรณี ภาษีอาจเพิ่มเป็น 25% และอาจไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุด ถือเป็นความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไทยต้องเตรียมรับมืออย่างจริงจัง”
แนะไทยสร้างเชื่อมั่นห่วงโซ่ไทยเชื่อถือ-ตรวจสอบได้
ดร.อัทธ์ เห็นว่า สิ่งที่ไทยควรเร่งดำเนินการ คือการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ การพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และการกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า
พร้อมเสนอให้รัฐบาลประกาศจุดยืนผลักดันไทยสู่ ศูนย์กลางห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เชื่อถือได้และตรวจสอบได้ รวมถึงเร่งสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนกับสหรัฐในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อาหารสุขภาพ อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตทางเลือกของอาเซียนที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่สหรัฐให้ความสำคัญ
พาณิชย์วิ่งสู้ฟัดเจรจาแจงข้อเท็จจริง
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐมีความคืบหน้าต่อเนื่อง หลังไทยบูรณาการข้อเสนอร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งให้ฝ่ายสหรัฐพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตอบว่าจะยอมรับหรือขอปรับแก้ในประเด็นใดเพิ่มเติม
ล่าสุดทีมเจรจาไทยเดินทางไปหารือที่สหรัฐถึง 2 รอบ และได้รับสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ USTR ซึ่งต้องดูแลทั้งการเจรจา ART และการไต่สวนตาม มาตรา 301 พร้อมกันหลายประเทศ โดยไทยพยายามผลักดันให้ USTR จัดลำดับความสำคัญการพิจารณาไทย
สำหรับมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐเตรียมนำมาใช้แทนมาตรา 122 ในประเด็น แรงงานบังคับ ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจะขยับจาก 10% เป็น 12.5% หลังสหรัฐปิดรับฟังความเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างสรุปข้อมูลเสนอประธานาธิบดีสหรัฐตัดสินใจ
ทั้งนี้ ต้องจับตาวันที่ 24 กรกฎาคม ว่าสหรัฐจะประกาศบังคับใช้มาตรา 301 ทันที หรือกำหนดช่วงเวลาผ่อนผันก่อนมีผลบังคับใช้ ขณะที่ทีมเจรจาไทยยังเดินหน้าเจรจาเต็มที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและลดผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย







