
ถอดรหัสมาตรา 301 อาวุธใหม่ 'ทรัมป์' เปลี่ยนเกมสงครามการค้าโลก
คำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐที่สกัดการใช้ "Reciprocal Tariff" ก่อนหน้านี้ ไม่ได้ทำให้สงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติลง
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เปลี่ยนยุทธศาสตร์สงครามการค้าจากการใช้ภาษีตอบโต้แบบครอบคลุม มาเป็นการใช้ "มาตรา 301" เป็นเครื่องมือใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังประเทศและประเด็นที่เฉพาะเจาะจง
- มาตรา 301 ไม่ใช่การขึ้นภาษีโดยตรง แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สอบสวนพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ได้
- เป้าหมายของสหรัฐฯ ได้ยกระดับจากการลดการขาดดุลการค้า ไปสู่การแข่งขันด้าน "มาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน" เช่น ประเด็นแรงงานบังคับ และการอุดหนุนอุตสาหกรรมโดยรัฐ
- ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในข่ายการสอบสวนของ USTR ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอาจเผชิญมาตรการตอบโต้ในอนาคตหากถูกมองว่ามีมาตรการไม่เพียงพอ
รายงานพิเศษ(ตอนที่ 1)
คำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐที่สกัดการใช้ "Reciprocal Tariff" ก่อนหน้านี้ ไม่ได้ทำให้สงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยุติลง ตรงกันข้าม วอชิงตันกำลังเปลี่ยนจากการขึ้นภาษีแบบครอบจักรวาล สู่การใช้ "มาตรา 301" เป็นอาวุธทางการค้าใหม่ที่มีเป้าหมายเฉพาะประเทศ และไทยกำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ศาลสกัดภาษี แต่สงครามการค้ายังเดินหน้า
หลายคนอาจเข้าใจว่า หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยจำกัดการใช้อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดเก็บ Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้แบบครอบคลุมกับประะทศคู่ค้าทั่วโลก สงครามการค้ารอบใหม่ของสหรัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว
แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยุติสงครามภาษี หากแต่เป็นการเปลี่ยนอาวุธ จากการใช้อำนาจฉุกเฉินด้านเศรษฐกิจ ไปสู่การใช้กฎหมายการค้าที่มีฐานทางกฎหมายแข็งแรงกว่า เพื่อให้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คำว่า Section 301 หรือ มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐ ปี 1974 (Trade Act of 1974) กลายเป็นคำที่ทั่วโลกกำลังจับตา
จาก IEEPA สู่ Section 122 เกมภาษีที่เปลี่ยนฐานกฎหมาย
จุดเริ่มต้นของมาตรการภาษีรอบล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลทรัมป์ใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อประกาศใช้มาตรการ Reciprocal Tariff จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่า การใช้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งหาแผนสำรอง เพื่อรักษามาตรการทางการค้าและรายได้จากภาษีนำเข้าเอาไว้
ทางออกที่รัฐบาลสหรัฐเลือกคือ Section 122 of the Trade Act of 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน เพื่อรับมือกับปัญหาดุลการชำระเงิน
ภายใต้อำนาจดังกล่าว สหรัฐกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10% กับสินค้านำเข้าจากประเทศส่วนใหญ่ของโลก โดยมาตรการนี้มีอายุจำกัด และจะครบกำหนดในช่วง 24 กรกฎาคม 2569 หากไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติมจากรัฐสภาหรือมาตรการใหม่เข้ามาแทน
มาตรา 301 ไม่ใช่ภาษี แต่คือ "กลไกสอบสวน"
แม้หลายคนเรียก "ภาษีมาตรา 301" แต่ในความเป็นจริง Section 301 ไม่ใช่ภาษี โดยมาตรา 301 คือ กลไกทางกฎหมาย ที่ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) สอบสวนว่า ประเทศคู่ค้ามีนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระต่อการค้าของสหรัฐหรือไม่
หากผลการสอบสวนพบว่ามีมูล USTR สามารถเสนอให้ประธานาธิบดีใช้มาตรการตอบโต้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้า การจำกัดการนำเข้า การระงับสิทธิประโยชน์ หรือการเจรจาเพื่อให้ประเทศคู่ค้าปรับเปลี่ยนนโยบาย ข้อแตกต่างสำคัญคือ มาตรา 301 มุ่งเป้าเป็นรายประเทศ และ รายประเด็น แตกต่างจาก Reciprocal Tariff ที่ใช้มาตรการแบบครอบคลุมหลายประเทศพร้อมกัน
จาก "สงครามภาษี" สู่ "สงครามมาตรฐานการค้า"
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ เป้าหมายของสหรัฐในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดการขาดดุลการค้า เอกสารของ USTR สะท้อนให้เห็นว่า วอชิงตันกำลังยกระดับการแข่งขันทางการค้าไปสู่เรื่อง มาตรฐานของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Standards) ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงงานบังคับ การอุดหนุนอุตสาหกรรมโดยรัฐ หรือการมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่บิดเบือนการแข่งขันในตลาดโลก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เกมการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน "ราคา" ไปสู่การแข่งขันด้าน "มาตรฐาน"ประเทศที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ อาจเผชิญมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น แม้จะไม่ได้มีการทุ่มตลาดโดยตรงก็ตาม
24 ก.ค. จุดเปลี่ยนของสงครามการค้าโลก
เหตุผลที่นักลงทุนและผู้ส่งออกทั่วโลกจับตาวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นวันสิ้นสุดมาตรการภาษีชั่วคราวตาม Section 122 แต่เพราะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลทรัมป์กำลังเร่งผลักดันให้มาตรการภายใต้ Section 301 เข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อไม่ให้เกิด "ช่องว่าง" ของนโยบายภาษีหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐ
นั่นหมายความว่า นับจากนี้การดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐจะมีลักษณะ "เจาะจง" มากขึ้น โดยเลือกใช้การสอบสวนและมาตรการตอบโต้กับประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าสร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตอเมริกัน แทนการใช้มาตรการครอบคลุมทั้งโลกเหมือนที่ผ่านมา
ไทยอยู่ตรงไหนในเกมใหม่ของสหรัฐ
สำหรับประเทศไทย แม้ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 301 ที่มีผลบังคับใช้โดยตรง แต่ไทยได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในขอบเขตการสอบสวนของ USTR แล้ว การสอบสวนครอบคลุมทั้งประเด็นการกำกับดูแลสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเสนอใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมในอนาคต หากสหรัฐเห็นว่ามาตรการของไทยยังไม่เพียงพอ
ดังนั้น ความท้าทายของไทยในระยะต่อไป อาจไม่ได้อยู่เพียงการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษี แต่รวมถึงการยกระดับกฎหมาย มาตรฐานการกำกับดูแล และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ







