thansettakij
thansettakij
ซีพี หนุนไทย–จีนโตยั่งยืน "ศุภชัย" ชูหลัก 'สามประโยชน์' ดันลงทุนเฉิงตู

ซีพี หนุนไทย–จีนโตยั่งยืน "ศุภชัย" ชูหลัก 'สามประโยชน์' ดันลงทุนเฉิงตู

'ศุภชัย เจียรวนนท์' รองประธานอาวุโส เครือซีพี ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู ย้ำความเชื่อมั่นไทย–จีน ชูหลัก “สามประโยชน์” และการลงทุนเพื่อการเติบโตร่วมกัน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน โดยนายศุภชัย ได้รับเกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน ตลอดจนแนวทางการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและจีน ภายใต้หลักการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายศุภชัยกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การลงทุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีน ซึ่งดำเนินธุรกิจควบคู่กับการเปิดประเทศของจีนมาเกือบครึ่งศตวรรษ พร้อมแสดงความยินดีกับการเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ในนครเฉิงตู ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน

สำหรับมณฑลเสฉวนถือเป็นพื้นที่ที่มีความหมายเป็นพิเศษต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน ไม่เพียงเป็นบ้านเกิดของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากที่อพยพมายังประเทศไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นและยาวนาน

นายศุภชัย กล่าวย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในประเทศจีนว่า ในปี พ.ศ. 2522 ภายหลังจีนเริ่มดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้เข้าร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร และได้รับใบอนุญาตการลงทุนหมายเลข 0001 กลายเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 เครือซีพีได้จัดตั้งบริษัทในนครเฉิงตู และกลายเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกของมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์มีบริษัทในจีนมากกว่า 670 แห่ง ครอบคลุม 32 มณฑล เทศบาลนคร และเขตปกครองตนเอง ดำเนินธุรกิจตั้งแต่เกษตร อาหาร ค้าปลีก การเงิน การลงทุน ยา ไปจนถึงเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ มีพนักงานเกือบ 220,000 คน

 นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน

เฉพาะในมณฑลเสฉวน เครือซีพีมีบริษัทในเครือกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรและอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพาะปลูก อาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป และค้าปลีก โดยในปี 2568 มีมูลค่าผลผลิตด้านการเกษตรและปศุสัตว์ในเสฉวนมากกว่า 10,000 ล้านหยวน

นายศุภชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถเติบโตในจีนได้อย่างมั่นคงตลอดเกือบ 50 ปี คือการยึดมั่นในหลักปรัชญา “สามประโยชน์” ที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ย้ำเสมอว่า ทุกประเทศที่เครือฯ เข้าไปลงทุน ต้องให้ประเทศเจ้าบ้านได้รับประโยชน์ก่อน จากนั้นประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับประโยชน์ และบริษัทจึงจะได้รับประโยชน์เป็นลำดับสุดท้าย

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการความร่วมมือกับชุมชนหลายแห่งในจีน อาทิ โครงการอุตสาหกรรมสุกรครบวงจร 500,000 ตัว เขตจื่อถง หรือ “Zitong 500,000 Pig Project” ที่ใช้รูปแบบ Public–Private–People Partnership (PPP) ช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรกว่า 3,000 ครัวเรือน รวมถึงการจัดตั้งองค์กรเศรษฐกิจชุมชนกว่า 82 แห่ง และการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชุมชนในมณฑลเสฉวนอย่างต่อเนื่อง

วางแผนล่วงหน้า 10–20 ปีบทเรียนสำคัญจากจีน

นายศุภชัยกล่าวว่า ความสำเร็จของเครือฯ ไม่ได้เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน พัฒนาคนท้องถิ่น สร้างผู้นำท้องถิ่น และเติบโตไปพร้อมกับสังคมจีน จนสามารถสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา จีนสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 ต่อปี และยกระดับประชาชนเกือบ 800 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์มีโอกาสได้เห็นและมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้มาตั้งแต่ต้น

นายศุภชัยยังกล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากจีน คือการมีวิสัยทัศน์ระยะยาว การวางแผนล่วงหน้า 10–20 ปี และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีวินัย ซึ่งเป็นแนวคิดที่เครือเจริญโภคภัณฑ์นำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์องค์กร

ชู 3 จุดแข็งของไทย/พัฒนาความร่วมมือภายใต้กรอบ BRI

พร้อมกันนี้ ยังชื่นชมความก้าวหน้าของจีนในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีน

ในมุมของการลงทุน นายศุภชัยเสนอว่า หลัก “สามประโยชน์” ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ควรถูกนำมาใช้กับการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยด้วย โดยการลงทุนควรมาพร้อมกับการพัฒนาบุคลากรไทย การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดคุณค่าร่วมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รองประธานอาวุโส เครือซีพี ยังกล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการผลิต อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับนโยบาย New Quality Productive Forces หรือ  พลังการผลิตรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสูงสุดของจีน เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น  โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์กับ SAIC Motor ในประเทศไทย ซึ่งได้ลงทุนกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำลังการผลิตมากกว่า 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยและการส่งออก

นายศุภชัยยังมองว่า การพัฒนาความร่วมมือภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative (BRI) และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับใหม่ (CAFTA 3.0) จะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในช่วงท้าย นายศุภชัยกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า การเปิดสำนักงาน BOI ในนครเฉิงตูจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทยและจีน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยจะให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างเต็มที่

"เกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศจีน และในวันนี้เรายังคงเชื่อมั่นในอนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนเช่นเดิม เราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในจีนและประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ความมั่นคง และความเจริญร่วมกันบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเท่าเทียม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"