
ศุภชัย เจียรวนนท์ ชี้นายกฯเยือนจีน หนุนทุนไฮเทคจีนเข้าไทย CP ลงทุนในจีนกว่า 1 ล้านล้าน
'ศุภชัย เจียรวนนท์' ชี้นายกฯเยือนจีน เจาะขุมทรัพย์อุตสาหกรรมไฮเทค 'ฉงชิ่ง-เสฉวน' ชี้ไทยเร่งสปีดดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ หลังเวียดนามแซงหน้า มุ่งยกระดับเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เผยปัจจุบัน CP มีมูลค่าการลงทุนในจีนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท มีรายได้ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- ศุภชัย เจียรวนนท์ ชี้ว่าการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีจะช่วยดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน โดยเฉพาะจากเมืองฉงชิ่งและมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ
- จี้ไทยเร่งสปีดไล่กวดเวียดนาม ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ หลังเวียดนาม สามารถดึงเม็ดเงินไปได้สูงถึง 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
- การสร้างความไว้วางใจ (Trust) และความเป็นมิตรประเทศเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนจีน เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันกับเวียดนามที่มียอดการลงทุนจากต่างประเทศสูงกว่า
- เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) มีการลงทุนในประเทศจีนมาอย่างยาวนาน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท และพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานเพื่อสนับสนุนการลงทุนระหว่างสองประเทศ
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวระหว่างเดินทางมาเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า การเดินทางมาร่วมงานในภูมิภาคนี้ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคสำคัญอย่าง ฉงชิ่ง และ เสฉวน ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญของจีน
ขุมทรัพย์อุตสาหกรรมไฮเทค 'ฉงชิ่ง-เสฉวน'
จากการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่พบว่า เมืองฉงชิ่งและมณฑลเสฉวนเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหลักที่ไทยกำลังเร่งให้การส่งเสริม โดยเฉพาะในกลุ่ม เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), อิเล็กทรอนิกส์, เทคโนโลยีระดับสูง รวมถึงอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งหากประเทศไทยสามารถดึงดูดนักลงทุนหรือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจจากพื้นที่เหล่านี้ได้ จะส่งผลบวกอย่างมากต่อการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับจีน โดยเฉพาะมณฑลเสฉวนและนครเฉิงตู ถือเป็นโอกาสสำคัญของทั้งสองประเทศในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเทคโนโลยี
ชี้ไทยยังมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศน้อยกว่าเวียดนาม
จากข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่คู่แข่งสำคัญในอาเซียนอย่าง เวียดนาม สามารถดึงเม็ดเงินไปได้สูงถึง 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งบทบาทในการเป็นฐานการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ปัจจุบันกลุ่มทุนตะวันตกยังเข้ามาลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แม้จะมีสัญญาณที่ดีในด้าน Data Center จากทางตะวันตกบ้างแล้วก็ตาม
ความเชื่อมั่น และ ไว้วางใจ หัวใจดึงดูดนักลงทุนจีน
ศุภชัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดึงดูดทุนจีนในครั้งนี้คือการสร้าง "ความไว้วางใจ" (Trust)และการแสดงออกถึงความเป็น "มิตรประเทศ"
นักลงทุนจีนให้ความสำคัญอย่างมากกับความพร้อมของประเทศที่จะไปลงทุน โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย ภาษี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นหากไปในประเทศที่ไม่มีความพร้อม
การเดินทางเยือนครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในมิติของภาครัฐ การเมือง และกลไกของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลในการลงทุนระหว่างกัน
ทำให้ผู้นำระดับสูงของจีนให้ความเกรงใจและพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจีนที่กำลังมองหาศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซียก็ตาม
ทั้งนี้ การรุกคืบทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักของเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่อยู่ในฉงชิ่งและเสฉวน เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงในระยะยาว
CP มีมูลค่าการลงทุนในจีนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์เริ่มลงทุนในจีนตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเป็นปีที่จีนเปิดประเทศ และเป็นนักลงทุนต่างชาติรายแรกที่ได้รับทะเบียนบริษัทหมายเลข 001 ก่อนขยายการลงทุนมายังมณฑลเสฉวน ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญแห่งแรกของ CP ในจีน และต่อมาขยายธุรกิจครอบคลุมกว่า 30 มณฑล
ปัจจุบัน เครือเจริญโภคภัณฑ์มีมูลค่าการลงทุนในจีนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท มีรายได้ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท และมีพนักงานกว่า 80,000 คน ครอบคลุมธุรกิจเกษตร อาหาร ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุน
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา CP ได้เห็นพัฒนาการของจีนอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่นำเทคโนโลยีเข้าไปลงทุน ปัจจุบันกลับเป็นผู้เรียนรู้เทคโนโลยีจากจีน โดยเฉพาะด้าน AI, เทคโนโลยีการเกษตร, อาหาร, พลังงานสะอาด, EV, Data Center, Digital Banking และ E-Commerce ซึ่งจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในหลายสาขา
มณฑลเสฉวนมีศักยภาพสูงด้าน AI โลจิสติกส์ นวัตกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งมีความสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว
สำหรับการเปิดสำนักงาน BOI ที่นครเฉิงตู พร้อมการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่จะช่วยเชื่อมโยงนักลงทุนไทยกับเศรษฐกิจภาคตะวันตกของจีน ซึ่งกำลังได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาแห่งใหม่
นายศุภชัย มองว่า ไทยสามารถเป็น "ประตูสู่อาเซียน" ขณะที่นครเฉิงตูและมณฑลเสฉวนเป็น "ประตูสู่จีนตะวันตก" เมื่อเชื่อมโยงทั้งสองพื้นที่เข้าด้วยกัน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก
นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความร่วมมือ ช่วยแนะนำพันธมิตรทางธุรกิจ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ต้องการลงทุนในจีน รวมถึงเชิญชวนนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับ BOI และหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย พร้อมย้ำว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์ในการขยายความร่วมมือกับจีน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว







