
‘พจน์’ ผนึก กกร.ลุย Zero Corruption ปลดล็อกกฎหมาย ลดต้นทุนธุรกิจ รับ OECD
"พจน์" ประธานหอการค้าฯ เปิดโรดแมป Zero Corruption เดินหน้าสู่การปฏิบัติ เตรียมถกคณะกรรมการ 23 ก.ค. ก่อนเปิดเวทีปิดระดมทางออกคอร์รัปชัน พร้อมเร่งแก้กฎหมาย ลดต้นทุนแฝงภาคธุรกิจ และหนุนไทยสู่มาตรฐาน OECD
KEY
POINTS
- กกร. และภาคเอกชนภายใต้โครงการ “Zero Corruption” เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
- เตรียมเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจให้แล้วเสร็จใน 2 เดือน เพื่อลดต้นทุนแฝงและเพิ่มความโปร่งใส
- สนับสนุนเป้าหมายรัฐบาลในการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยมุ่งยกระดับธรรมาภิบาลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนเข้าสู่ระยะปฏิบัติ หลังวางกรอบการดำเนินงานตาม 6 ยุทธศาสตร์หลัก โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริตครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อกำหนดแผนดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนข้อเสนอด้านการต่อต้านคอร์รัปชันให้เป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และเกิดผลต่อทั้งภาคธุรกิจและประเทศ
เร่งขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ
คณะทำงานจะต่อยอดจาก 6 แนวทางหลัก ได้แก่ การสร้างจิตสำนึก การยกระดับนโยบายต่อต้านการทุจริต การบริหารความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
ดร.พจน์ ระบุว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระยะต่อไปต้องมุ่งสู่การลงมือปฏิบัติ มากกว่าการสะท้อนปัญหาเพียงอย่างเดียว
เปิดเวทีปิด เจาะปัญหาคอร์รัปชันรายอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือการจัด Closed-Door Dialogue ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยเชิญผู้แทนภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกภายใต้บรรยากาศปิด เพื่อให้สามารถสะท้อนปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา
เวทีดังกล่าวจะมุ่งเน้น 3 ประเด็น ได้แก่ การระบุ Pain Points และจุดเสี่ยงของการทุจริตในแต่ละกระบวนการ การถอดบทเรียนจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างการทุจริต และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันต้นแบบองค์กรโปร่งใสทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ชงแก้กฎหมาย ลดต้นทุนแฝงธุรกิจใน 2 เดือน
ควบคู่กันนี้ คณะทำงานกำลังดำเนินงานร่วมกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ภายใต้กลุ่มงาน Reinvent Thailand เพื่อผลักดันการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
เป้าหมายคือเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อลดต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ ลดการใช้ดุลพินิจ และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการของภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังเตรียมสื่อสารการใช้ประโยชน์จากพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกภาครัฐ รวมถึงต่อยอดพระราชบัญญัติเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินงานของภาคธุรกิจและประชาชน
ครบรอบ 1 ปี เตรียมจัด Dinner Talk ระดมข้อเสนอ
อย่างไรก็ดีในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะครบรอบ 1 ปีของการขยายความร่วมมือของ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ไปสู่ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ ตลอดปีที่ผ่านมา คณะทำงานได้สำรวจปัญหาคอร์รัปชัน ผลักดันการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดช่องว่างการทุจริต และจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
ในโอกาสดังกล่าว จะมีการจัดงาน Dinner Talk เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถผลักดันได้จริง
หนุนรัฐบาลยกระดับธรรมาภิบาลสู่ OECD
ดร.พจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 เนื่องจากมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะการยกระดับธรรมาภิบาลจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ขยายเครือข่ายภาควิชาการ สร้างสังคมโปร่งใส
ดร.พจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครือข่าย Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนาเครือข่าย เพื่อร่วมผลักดันการสร้างสังคมโปร่งใสอย่างยั่งยืน
พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างระบบที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก และการทำความดีเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม







