thansettakij
thansettakij
"สุริยะ" ปลื้มไร่ละ 1,000 บาท ลดต้นทุนชาวนา 4.5 ล้านครัวเรือน

"สุริยะ" ปลื้มไร่ละ 1,000 บาท ลดต้นทุนชาวนา 4.5 ล้านครัวเรือน

06 ก.ค. 69 | 06:09 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 69 | 06:09 น.

“สุริยะ” อัปเดตเงินจ่ายชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เงินถึงมือชาวนา 4.5 ล้านครัวเรือน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลุกเศรษฐกิจ 5.7 หมื่นล้าน บาท

KEY

POINTS

  • รัฐบาลดำเนินโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท (ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.5 ล้านครัวเรือน
  • โครงการช่วยลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 12.22% และเพิ่มผลผลิตได้ถึง 16.85% ต่อไร่ สร้างความพึงพอใจให้เกษตรกรในระดับสูง
  • มาตรการดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมให้ประเทศได้ประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 1.57 เท่าของวงเงินที่ใช้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะการช่วยให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียน ลดภาระค่าใช้จ่าย และบริหารจัดการการผลิตได้เหมาะสมกับสถานการณ์

รัฐบาลจึงได้ดำเนิน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้เกษตรกรในรอบการผลิต

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ สนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน

ซึ่งจากผลการประเมิน พบว่า โครงการสามารถ โอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุม พื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่าระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้นเช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียม ดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22

ผลผลิตข้าวเพิ่ม กระตุ้นจีดีพี 5.7 หมื่นล้าน

ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

การดูแลแปลงนา

“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป”

รุกสำรวจเกษตรกรตัวอย่าง 1.6 หมื่นครัวเรือน

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สศก. โดยศูนย์ประเมินผล ร่วมกับ กรมการข้าว ประเมินผลโครงการจากการสำรวจครัวเรือนเกษตรกรตัวอย่าง 16,717 ครัวเรือน โดยครอบคลุมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนปีการผลิต 2567/68 รอบที่ 1 กับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อดูผลที่เกิดขึ้นหลังได้รับเงินสนับสนุนผลประเมินในภาพรวม

ทั้งนี้ พบว่า ครัวเรือนเกษตรกรร้อยละ 58.09 ระบุว่าโครงการมีส่วนช่วยให้ปริมาณผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น และเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการในระดับมากที่สุด สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกร และช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตในระยะสั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

"สศก. เห็นว่า ระบบบริหารจัดการและการโอนเงินผ่าน ธ.ก.ส. เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงเกษตรกรได้ในระดับสูง จึงควรรักษาระบบดังกล่าวไว้ พร้อมพัฒนาช่องทางรองรับเกษตรกรที่มีข้อจำกัดด้านบัญชี เพื่อให้เกษตรกรที่มีสิทธิสามารถเข้าถึงการสนับสนุนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น"

การพัฒนาต่อยอด ความร่วมมือ ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตในระยะยาว

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป ควรต่อยอดจากมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนรายฤดู ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว เช่น การปรับปรุงดิน การพัฒนาระบบน้ำ การใช้เครื่องจักรกลร่วมกัน และการจัดทำแนวทางการใช้เงินสนับสนุนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของแต่ละแห่ง เพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐสามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน