
ชาวนารอเฮ นบข. รับข้อเสนอจ่ายไร่ละ 2,000 ไม่เกิน 20 ไร่ ชงอนุฯผลิตเคาะ
ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก รับข้อเสนอชาวนา จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ พ่วงช่วยเหลือปัจจัยการผลิต รอชงคณะอนุฯการผลิต พร้อมไฟเขียวมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีใหม่ 5.9 หมื่นล้าน
KEY
POINTS
- ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) รับข้อเสนอช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ สำหรับปีการผลิต 2569/70
- นบข. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการผลิตเป็นผู้พิจารณารายละเอียดของมาตรการดังกล่าวก่อน
- เมื่อคณะอนุกรรมการฯ ได้ข้อสรุป จะต้องเสนอเรื่องกลับมายัง นบข. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน วันนี้ (11 มิ.ย.2569) ได้รับข้อเสนอของสมาคมฯ โดยเฉพาะการเสนอขอเงินชดเชยช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ สำหรับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 เช่นเดียวกับการขอรับสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยผ่านคูปอง 200 บาท หรือสนับสนุนปุ๋ยจำนวน 20 ลูก
ทั้งนี้ที่ประชุม นบข. มอบหมายให้นำทั้งสองเรื่อง เข้าไปหารือในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิต ที่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน พิจารณารายละเอียดของแต่ละมาตรการต่อไป จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอไปยัง นบข. และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
“การประชุมนบข. ของรัฐบาลนัดแรกครั้งนี้ รัฐบาลได้รับข้อเสนอของทางสมาคมฯ ทั้งหมด เชื่อว่าจะช่วยเหลือชาวนาทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะการเสนอขอเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ แต่สุดท้ายแล้วจะได้รับวงเงินตามที่เสนอหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุฯ ด้านการผลิต” นายปราโมทย์ กล่าว
เห็นชอบขอขยายกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี
นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุม นบข. วันนี้ยังเห็นชอบขอขยายกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 โดยขอเพิ่มวงเงินจากเดิม 37,906 ล้านบาท เพิ่มเป็น 39,753 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยจะใช้เงินจาก ธ.ก.ส. ดำเนินการ
พร้อมกันนี้ที่ประชุมนบข. ยังมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต รวม 5 โครงการ เป้าหมาย 11.50 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวมกว่า 5.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 4.9 หมื่นล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย
5 โครงการ เป้าหมาย 11.50 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวมกว่า 5.9 หมื่นล้าน
1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาท
2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 1.5 หมื่นล้านบาท
3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท
4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท
5. โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2569 โดยมอบหมายให้ ธ.ก.ส. อุดหนุนเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. นั้น ที่ประชุมให้กลับไปทบทวนรายละเอียดอีกครั้ง โดยขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนเสนอ นบข.อีกครั้ง
แนวโน้มการส่งออกข้าวไทย เจอผลกระทบสงคราม
ต่อมานางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลประชุมว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย โดยแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยพบว่า การส่งออกข้าวของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกข้าวไทยไปตลาดสำคัญอย่างอิรัก สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้สร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งมีความต้องการบริโภคข้าวสูงแต่ไม่สามารถเพาะปลูกได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น
รวมทั้งยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญที่ส่งผลให้หลายประเทศ ผู้นำเข้าข้าวเริ่มสำรองข้าวเพิ่มขึ้น
นางสาวรัชดา กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำในที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงมอบหมายให้กรมการข้าวเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกำชับให้การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นพิจารณาตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะข้าวโพด โดยต้องสอดคล้องกับการใช้น้ำ ปุ๋ย ความต้องการของตลาด และเป็นไปตามความสมัครใจของเกษตรกร ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ยังคงปลูกข้าวต้องส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีมูลค่าเพิ่มต่อไร่ และมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งพัฒนาระบบไซโลและพื้นที่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์และสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว







