
หอการค้าฯชี้เศรษฐกิจไทย K-Shape ชัด จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้าง–ดันลงทุนใหม่
เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกโตไม่ทั่วถึง แม้ส่งออกฟื้นแต่ไม่กระจายถึงฐานรากสะท้อน K-Shape ชัด SME–แรงงานรายได้กลาง-ล่าง ยังถูกกดดัน กำลังซื้อในประเทศเปราะบาง
KEY
POINTS
- หอการค้าไทยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shape ที่ชัดเจน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมใหม่เติบโต สวนทางกับ SME และธุรกิจดั้งเดิมที่เผชิญภาวะชะลอตัว
- แม้ตัวเลขส่งออกและ GDP จะขยายตัว แต่ประโยชน์ไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานฐานราก ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การค้า, กฎระเบียบ, ทุนมนุษย์ และการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- เสนอให้ใช้เวทีประชุมระดับโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เช่น World Bank และ IMF เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ
เอกชนประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2569 ยังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง แม้ตัวเลขส่งออกและ GDP จะดูขยายตัว แต่ประโยชน์ที่กระจายสู่ภาคธุรกิจฐานรากและประชาชนยังอยู่ในระดับจำกัด สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจแบบ “K-Shape” ที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมใหม่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ SME และธุรกิจดั้งเดิมยังเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน
นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกยังได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดด้านการแข่งขัน และความไม่สมดุลของการกระจายรายได้
ส่งออกโต แต่ประโยชน์ไม่ถึงฐานราก
นายธวัชชัยระบุว่า แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโต และเป็นแรงสนับสนุนให้ GDP ดูดีขึ้นตามรายงานของหน่วยงานเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการไทยและแรงงานฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ
“ตัวเลขส่งออกที่ดูดี ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจริงของประเทศดีตาม เพราะโครงสร้างปัจจุบันเป็นลักษณะนำเข้าเพื่อส่งออก ทำให้มูลค่าเพิ่มในประเทศค่อนข้างต่ำ”
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นกลุ่มนำในการส่งออกของไทยในเวลานี้ มีการใช้แรงงานน้อยลง ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถสร้างการจ้างงานและรายได้ในวงกว้างเหมือนในอดีต
เศรษฐกิจ K-Shape ชัด SME ถูกบีบ–กำลังซื้ออ่อนแรง
ภาคเอกชนประเมินว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยขณะนี้เข้าสู่รูปแบบ K-Shape อย่างชัดเจน โดย “ขาขึ้น” คือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรม New Economy เช่น ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ “ขาลง” คือ SME และธุรกิจดั้งเดิมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน
“วันนี้เศรษฐกิจไทยแยกเป็นสองขั้วชัดเจน กลุ่มบนยังเติบโตได้ดี แต่กลุ่มล่างซึ่งเป็น SME และอุตสาหกรรมเดิมกำลังถดถอย หากไม่เร่งยกระดับทักษะและความสามารถแข่งขัน จะถูกสินค้าต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น หากโครงสร้างนี้ไม่ถูกแก้ไข จะส่งผลต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้กลาง–ล่างที่เป็นฐานหลักของเศรษฐกิจไทย"
GDP ไทยโตต่ำ 1.6–2.0% เอกชนชี้ต้องเร่งปฏิรูป 4 เสาหลัก
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ล่าสุด ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ยังคงประมาณการ GDP ไทยทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.6–2.0% แม้ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันและความเสี่ยงสงครามในภูมิภาคเริ่มคลี่คลาย แต่โครงสร้างเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว
นายธวัชชัยระบุว่า ความท้าทายสำคัญของครึ่งปีหลัง คือการประคองกำลังซื้อในประเทศควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านกรอบ “Reinvent Thailand” ที่รัฐบาลและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อน
โดยประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การค้า (Trade), กฎระเบียบและ Ease of Doing Business, ทุนมนุษย์ (Human Capital) และการลงทุน พร้อมกำหนด 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ชี้โอกาสไทยเวทีโลก ดันความเชื่อมั่นนักลงทุน
สำหรับครึ่งปีหลัง ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก ทั้ง World Bank และ IMF รวมถึง AEC Business Forum (ABAC) ที่จัดโดย กกร. ซึ่งจะมีผู้บริหารจากกว่า 150 ประเทศเข้าร่วม
“เวทีเหล่านี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะสื่อสารกับโลกว่า เรากำลังปฏิรูปประเทศ และพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว การจัดงานดังกล่าวจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ (FDI) และภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก”
Net Zero กลายเป็นกติกาใหม่ เอกชนเร่งปรับตัว
ในมิติความยั่งยืน นายธวัชชัยระบุว่า แนวโน้ม Net Zero และ ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “กติกาใหม่ของโลก” ที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวร่วมกัน หอการค้าไทยได้จัดตั้งคณะทำงานด้าน Sustainability เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งออกกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “คาร์บอนเครดิต” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจที่ลงทุนปรับตัวล่วงหน้าได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และสามารถเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้จริง
นายธวัชชัยยังระบุตอนท้ายว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยเฉพาะจากสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นพลังงานชีวมวลและไฟฟ้าสะอาด แนวทางดังกล่าวไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรและสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรไทย







