thansettakij
thansettakij
PJUS GROUP ฝ่าคลื่นสินค้าแพงสหรัฐ ลุยปั้นแบรนด์ไทย ดันยอดขายปีนี้พุ่ง 20%

PJUS GROUP ฝ่าคลื่นสินค้าแพงสหรัฐ ลุยปั้นแบรนด์ไทย ดันยอดขายปีนี้พุ่ง 20%

01 ก.ค. 69 | 05:14 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 05:48 น.

ท่ามกลางคลื่นสินค้าแพง-ซัพพลายเชนโลกป่วน “PJUS GROUP” เปิดเกมรุกตลาดสหรัฐ ปั้นแบรนด์ไทยฝ่าวิกฤตต้นทุน ดันยอดขายปี 2569 โต 20%

KEY

POINTS

  • PJUS GROUP เผชิญความท้าทายจากต้นทุนสินค้าและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ โดยอาศัยความแข็งแกร่งของแบรนด์เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากคู่ค้า
  • บริษัทใช้กลยุทธ์ขยายตลาดใหม่เจาะกลุ่มเรือนจำในสหรัฐฯ ซึ่งสร้างรายได้ถึง 20% ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิและสินค้าไทยอื่นๆ
  • แม้ตลาดมีความผันผวน บริษัทตั้งเป้าผลักดันยอดขายรวมในปี 2569 ให้เติบโตขึ้น 20% จากการวางแผนล่วงหน้าและบริหารความเสี่ยง

ตลาดสหรัฐยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ ต้นทุนโลจิสติกส์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แต่ภาคธุรกิจยังต้องรับมือกับผลกระทบที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยป้อนห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (HTA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงภาพรวมตลาดสหรัฐ กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตต้นทุน และทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 2569

ค้าปลีกสหรัฐชะลอ แบรนด์แข็งแรงได้เปรียบ

นายประมุข กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ตลาดค้าปลีกสหรัฐ ทั้งกลุ่ม Mainstream Retail และตลาด Asian Oriental ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง โดยยอดขายในหลายห้างปรับตัวลดลงประมาณ 15-20% อย่างไรก็ตาม ในภาวะตลาดผันผวน ผู้ประกอบการที่มีแบรนด์สินค้าแข็งแรง มีความน่าเชื่อถือ และทำตลาดมายาวนาน จะได้รับความไว้วางใจจากห้างมากกว่า เพราะห้างไม่ต้องการเปลี่ยนคู่ค้าใหม่ในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอน

“ธุรกิจวันนี้ไม่ได้แข่งกันแค่สินค้า แต่แข่งกันที่ความแข็งแรงของแบรนด์และประสบการณ์ เพราะเมื่อห้างเชื่อมั่นในคู่ค้า เขาไม่อยากเปลี่ยนง่าย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยง”

นายประมุขระบุว่า PJUS GROUP ใช้ประสบการณ์ด้านนำเข้า-ส่งออกหลายสิบปีเป็นจุดแข็งในการบริหารธุรกิจ พร้อมขยายโครงสร้างในสหรัฐ ทั้งคลังสินค้า 5 แห่งทั่วประเทศ และทีมการตลาดชาวอเมริกัน 8 คน เพื่อรองรับการเติบโต

โลจิสติกส์โลกป่วน ต้นทุนพุ่งกระทบผู้ค้า

ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาซัพพลายเชนโลก ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจนำเข้า โดยเฉพาะต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ค่าขนส่งทางรถในสหรัฐจากเดิมประมาณ 1,500 ดอลลาร์ต่อตู้คอนเทนเนอร์ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,500 ดอลลาร์ต่อตู้ จากปัญหาขาดแคลนคนขับรถ รวมถึงต้นทุนน้ำมันดีเซล ขณะที่ค่าระวางเรือจากไทยไปสหรัฐปรับขึ้นประมาณ 2 เท่าในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณสินค้าบนเรือลดลง ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับราคาเพื่อให้คุ้มต้นทุน

PJUS GROUP ฝ่าคลื่นสินค้าแพงสหรัฐ ลุยปั้นแบรนด์ไทย ดันยอดขายปีนี้พุ่ง 20%

ข้าวหอมมะลิไทยเจอแรงกดดัน ราคาแพงต้องปรับเกม

หนึ่งในสินค้าหลักที่ PJUS GROUP ผลักดันในตลาดสหรัฐ คือข้าวหอมมะลิไทย โดยเฉพาะข้าวจากพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ทางภาคอีสานของไทย ซึ่งถือเป็นสินค้าเกษตรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก

นายประมุข กล่าวว่า ปีนี้ราคาข้าวหอมมะลิปรับสูงขึ้นอย่างมาก โดยราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นระดับ 17,000-18,000 บาทต่อตัน และราคาข้าวสารปลายทางในสหรัฐอยู่ประมาณ 1,200-1,300 ดอลลาร์ต่อตัน ปัจจัยสำคัญมาจากทั้งต้นทุนและการบริหารซัพพลายของคู่ค้า โดยผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีระบบจะล็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า ทำให้สินค้าในตลาดลดลง ผู้ซื้อรายใหม่หาสินค้าได้ยากขึ้น

PJUS GROUP จึงจำเป็นต้องแจ้งห้างเพื่อปรับราคาสินค้า โดยใช้เหตุผลด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งห้างยอมรับเพราะสินค้าของบริษัทอยู่ในระบบและมีตลาดรองรับแล้ว

ลุยโปรโมทสินค้าไทย-ขยายตลาดเรือนจำ

สำหรับครึ่งปีหลัง 2569 PJUS GROUP เตรียมเดินหน้าทำตลาดสินค้าไทยในสหรัฐร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต./ทูตพาณิชย์) ณ นครลอสแอนเจลิส(แอลเอ) โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ผ่านการจัดโปรโมชั่นและกิจกรรมในหลายรัฐ หลายเมือง เพื่อเพิ่มการรับรู้

อีกหนึ่งตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญคือ ตลาดเรือนจำในสหรัฐ ซึ่ง PJUS GROUP ทำตลาดมาแล้ว 3 ปี ปัจจุบันส่งสินค้าเข้าสู่เรือนจำในรัฐแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส สินค้าหลัก ได้แก่ ซอสศรีราชา น้ำจิ้มไก่ ซีอิ๊ว และกลุ่มเครื่องปรุงรส โดยตลาดเรือนจำคิดเป็นประมาณ 20% ของธุรกิจ ขณะที่ตลาดรีเทลทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 80%

“ตลาดเรือนจำเป็นอีกช่องทางที่ช่วยสร้างโอกาสให้สินค้าไทย เพราะเมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับ ก็สามารถต่อยอดเข้าสู่ตลาดทั่วไปได้ โดยเรือนจำในสหรัฐปัจจุบันมันมีประมาณ 2,000 แห่ง  ในจำนวนนี้มีสินค้าของเราจำหน่ายสัดส่วนประมาณ 30% ของจำนวนเรือนจำทั้งหมด”

ผลไม้อบแห้งโอกาสสูง แต่โจทย์ใหญ่คือบริหารสต็อก

นอกจากข้าวและเครื่องปรุงรส PJUS GROUP ยังทำตลาดผลไม้อบแห้งไทย โดยเน้นสินค้าออร์แกนิก ไม่มีสารปนเปื้อน ปัจจุบันมีสินค้ากว่า 10 ชนิด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือผลไม้เป็นสินค้าตามฤดูกาล (Seasonal) แต่ตลาดต้องการสินค้าตลอดปี ทำให้ต้องลงทุนด้านคลังสินค้า ห้องเย็น และการบริหารสต็อก บริษัทจึงต้องวางแผนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอและควบคุมต้นทุนได้

ครึ่งปีหลังยังเหนื่อย คลื่นแพงเพิ่งเริ่มถึงตลาด

นายประมุข ประเมินว่า แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐ-อิหร่านจะคลี่คลาย แต่ราคาสินค้าอาจไม่ได้ลดลงทันที เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกำลังทยอยสะท้อนเข้าสู่ตลาด กลยุทธ์ของ PJUS GROUP คือการปรับตัวเร็ว โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับราคาล่วงหน้าเพื่อรองรับต้นทุน พร้อมบริหารโปรโมชั่นให้เหมาะสม

สำหรับการแข่งขันข้าวหอมมะลิไทยในสหรัฐ นายประมุขมองว่า เวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่าจับตา เพราะเริ่มพัฒนาข้าวสายพันธุ์ของตัวเอง และมีฐานผู้บริโภคเอเชียในสหรัฐที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม PJUS GROUP ยังตั้งเป้ายอดขายปี 2569 เติบโต 20% จากการเตรียมแผนล่วงหน้าและใช้ประสบการณ์บริหารความเสี่ยง

“ปัจจัยเสี่ยงยังมีอยู่ แต่เรามองว่าธุรกิจเราดีกว่าเดิม เพราะเราเตรียมตัวล่วงหน้า ใช้ประสบการณ์จริงในการบริหาร และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง”นายประมุข กล่าวทิ้งท้าย