
ผ่าทางออก อ.ส.ค. 3 นายกอุตสาหกรรมนมฯ เสนอสูตรกู้วิกฤตหนี้พอก-นมล้นสต็อก
3 นายกสมาคมอุตสาหกรรมนมไทย ผ่าปมวิกฤต อ.ส.ค. ชี้สาเหตุจากการบริหารผิดพลาดและการเมืองแทรกแซง หลังดัมพ์ราคานมต่ำกว่าทุน เร่งรัฐรื้อโครงสร้างก่อนหนี้พุ่งซ้ำรอย ขสมก.
KEY
POINTS
- วิกฤตของ อ.ส.ค. เกิดจากการบริหารงานภายในที่ผิดพลาด การจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่บิดเบือนกลไกตลาด และนโยบายรัฐที่บีบให้รับซื้อน้ำนมดิบราคาสูงแต่ตรึงราคาขายปลีก
- ข้อเสนอทางออกคือการปฏิรูปโครงการนมโรงเรียนให้โปร่งใสด้วยระบบ e-Auction, ปรับสมดุลการผลิตน้ำนมดิบให้สอดคล้องกับความต้องการที่ลดลง และพัฒนาผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- แนะให้ปรับกลยุทธ์โดยใช้ศักยภาพรัฐวิสาหกิจหาช่องทางจำหน่ายใหม่ และมุ่งขยายตลาดส่งออกไปยังจีนและอินโดนีเซีย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานฮาลาล
จากกรณีการระบายสต็อกนมขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในราคาถูกเป็นพิเศษจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงการอุตสาหกรรมนม นั้น
นายชัชวาลย์ มณีทัพ นายกกิติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” กล่าวว่า การนำนมมาลดราคาถูกในขณะที่ใกล้หมดอายุ แม้ในทางกฎหมายและหลักการบริหารของเสียจะทำได้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการทำลายที่สูงกว่า 5 ล้านบาท แต่ปัญหาสำคัญคือเหตุใดจึงปล่อยให้สถานการณ์มาถึงจุดนี้ ทำไมไม่มีการวางแผนระบายสินค้าตั้งแต่ 3-5 เดือนก่อนหมดอายุ แทนที่จะมานั่งบริหารจัดการขยะในช่วงสุดท้าย
ปัจจัยหลักที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้ามาจากความไม่มีอิสระในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อทางการเมืองและการพักงานผู้บริหารระดับสูง ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานเลือกที่จะนิ่ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ส่งผลให้ปัญหาถูกพอกหางหมูมาอย่างต่อเนื่อง
จัดสรรผิดพลาด-บิดเบือนกลไกตลาด
หนึ่งในจุดตายสำคัญคือการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่ผิดพลาดโดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด (Milk Board) ซึ่งมีการจัดสรรเกินศักยภาพจริง (จาก 900 เป็น 1,800) ทำให้เกิดส่วนต่างที่เข้ามาปั่นป่วนวงการนมพาณิชย์ เมื่อมีการนำนมสต็อกเหล่านี้ออกมาตัดราคา จึงเป็นการบิดเบือนดีมานด์ในตลาดและส่งผลกระทบย้อนกลับไปยังเกษตรกร เพราะโรงงานไม่สามารถรับน้ำนมดิบใหม่เข้าสู่ระบบได้เนื่องจากนมเก่ายังค้างสต็อก
วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบระยะยาวต่อภาคเอกชนที่ไม่สามารถขยายตลาดหรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เนื่องจากขาดแคลนซัพพลายน้ำนมดิบต่อเนื่องมา 2-3 ปี,ประกอบกับปัจจัยภายนอกอย่างสงครามและการชะงักตัวของตลาดส่งออกหลักอย่างกัมพูชา ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
นายชัชวาลย์ย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น 90% มาจากการบริหารจัดการภายในและการแยกอำนาจการตัดสินใจระหว่าง Milk Board กับคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนที่ขาดการบูรณาการมาตั้งแต่ปี 2561 ส่วนปัจจัยเรื่อง FTA นั้นมีผลเพียง 10% เท่านั้น แต่กลับถูกนำมาเป็นจำเลยหลักเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการที่ผ่านมา
อ.ส.ค.วิกฤตหนัก แบกต้นทุนจนเจ๊ง จ่อซ้ำรอย ขสมก.
ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย กล่าวว่า ว่า ปัจจุบัน อ.ส.ค. กำลังเผชิญภาวะขาดทุนย่อยยับจากการถูก "บีบหน้าสิ่วหน้าขวาน" โดยภาครัฐบังคับให้ อ.ส.ค. รับซื้อน้ำนมดิบในราคาที่ปรับสูงขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาท แต่ในทางกลับกัน กระทรวงพาณิชย์กลับสั่งตรึงราคานมปลายทางเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
เมื่อต้นทุนสูงแต่ขายราคาเดิม อ.ส.ค. จึงแบกรับไม่ไหว จนต้องนำนมที่ใกล้หมดอายุมาเลหลัง ขายในราคาต่ำ ซึ่งเป็นการทำลายกลไกตลาดและสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการรายอื่น ดร.โอฬาร เตือนว่า หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ อ.ส.ค. จะกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรังเหมือน ขสมก. ที่ต้องขอเงินภาษีมาอุดหนุนทุกปี
แฉ "มาเฟียนมโรงเรียน" กับตัวเลขจัดซื้อปลอม
หนึ่งในชนวนเหตุสำคัญคือ "งบประมาณนมโรงเรียนหมื่นล้าน" ที่มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง ดร.โอฬารเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการใช้ "วิธีพิเศษ" ในการจัดซื้อจัดจ้างจนเกิดระบบมาเฟียและการจ่ายเงินใต้โต๊ะ และที่น่าตกใจคือการแจ้ง "ตัวเลขปลอม" ต่อกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยผู้ประกอบการจะแจ้งยอดรับซื้อน้ำนมดิบเกินจริง (เช่น ซื้อจริง 100 ตัน แต่แจ้ง 150 ตัน) เพื่อแย่งสิทธิโควตานมโรงเรียน ทำให้ตัวเลข Demand-Supply ในระบบเพี้ยนไปหมด จนเกิดปัญหา MOU เกินจริงกว่า 200 ตัน
ข้อเสนอทางออก ได้แก่ 1.เปลี่ยนมาใช้ระบบ e-Auction เพื่อความโปร่งใส และ 2.ยกงบนมโรงเรียนทั้งหมดให้ อ.ส.ค. บริหารจัดการเพียงผู้เดียว เพื่อตัดวงจรรายเล็กรายน้อยและสร้างสภาพคล่องให้ อ.ส.ค.
สังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย แต่ Supply ยังพุ่งสวนทาง
ดร.โอฬารชี้ประเด็นระดับมหภาคว่า ปัจจุบันเด็กไทยเกิดใหม่เพียงปีละ 300,000 คน ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดการดื่มนมโดยตรง แต่เกษตรกรและนักการเมืองท้องถิ่นกลับไม่ยอมปรับลดการผลิต
"คุณจะทำธุรกิจแบบคอมมิวนิสต์ที่บังคับให้คนต้องซื้อของที่คุณผลิตไม่ได้ ภาคหมอ (รัฐบาล) ต้องกล้าบอกคนไข้ (เกษตรกร) ให้ลดจำนวนวัวและปรับปรุงประสิทธิภาพ ไม่ใช่ฟังแต่เสียงเรียกร้องจนระบบพัง"
ส่งออกกัมพูชาชะงัก-ระบบราชการซ้ำเติม
สถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชากำลังวิกฤต สินค้าไทยถูกแอนตี้หนัก ดร.โอฬารเล่าถึงความเจ็บปวดที่ต้องเห็นนมไทยเป็นแสนลังถูก "กรีดทิ้ง" ในกัมพูชา เนื่องจากไม่สามารถส่งกลับไทยได้ เพราะติดข้อจำกัดของกรมศุลกากรและ อย. ที่มองว่าเป็นสินค้านำเข้าและต้องรอตรวจนานถึง 4 เดือนจนนมเสีย
ดร.โอฬาร ทิ้งท้ายถึงความล้าหลังของผลิตภัณฑ์นมไทยที่ยังยึดติดกับ "นมโคสด 100%" ตามการบังคับของกลุ่มอิทธิพลเกษตรกร ทั้งที่ตลาดโลกเปลี่ยนไปสู่การเติมสารอาหารเสริมสมอง (Functional Milk) เช่น โอเมก้าหรือวิตามิน เป็นต้น
"นมวัว 100% เหมาะสำหรับลูกวัว แต่ถ้าจะเลี้ยงลูกคนให้ฉลาดต้องมีสารอาหารอื่นเพิ่ม อ.ส.ค. และนมไทยต้องเลิกมี SKU เดียวเหมือนเมื่อ 57 ปีก่อน ถ้ายังไม่พัฒนาต่อยอดและมัวแต่เล่นการเมืองท้องถิ่น อุตสาหกรรมนี้จะล่มสลายในที่สุด"
ดัมพ์ราคานมกล่องต่ำกว่าทุนล้างสต็อก
ปิดท้าย นายอาทิตย์ นุกูลกิจ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย เปิดเผยถึงกรณีที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) นำผลิตภัณฑ์นมกล่องออกมาระบายในตลาดด้วยราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนว่า สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง, เนื่องจาก อ.ส.ค. ตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรทั้งหมดตามนโยบายภาครัฐ แม้ความต้องการของตลาดจะลดลงก็ตาม
“เมื่อผลิตนมได้ 100 กล่อง แต่ขายได้จริงเพียง 90 กล่อง อีก 10 กล่องที่เหลือจะกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” สะสมอยู่ในคลังสินค้าจนใกล้หมดอายุ ทำให้ อ.ส.ค. จำเป็นต้องนำออกมาดัมพ์ราคาเพื่อระบายสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาของแบรนด์พาณิชย์อื่นๆ ในอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ
แนะใช้ Connection รัฐวิสาหกิจ ปลุกแบรนด์ “ไทย-เดนมาร์ค”
นายอาทิตย์มองว่า อ.ส.ค. ยังใช้ศักยภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจได้ไม่เต็มที่ โดยแบรนด์ "ไทย-เดนมาร์ค" (วัวแดง) มีความแข็งแกร่งและเป็นอาชีพพระราชทานที่ได้รับความเชื่อถือสูง, รัฐควรปรับกลยุทธ์เชิงรุก เช่น ใช้ช่องทางรัฐช่วยขาย อาทิ วางจำหน่ายผ่านร้านค้าธงฟ้าของกรมการค้าภายใน หรือสำนักงานรัฐวิสาหกิจอื่นๆ หรือ ทำความร่วมมือกับ ปตท. เพื่อแจกนมฟรีหรือวางขายในปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์พาณิชย์อื่นทำได้ยาก หรือทำการตลาดเชิงรุก เช่น ออกบูธในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรม (เช่น ProPak) เพื่อเจาะกลุ่มโรงงานเบเกอรี่หรือไอศกรีมที่ต้องการวัตถุดิบนมคุณภาพ
แผนฟื้นฟู 3 ระยะ ทางรอดจากนมโรงเรียนสู่ Dairy Products
สำหรับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นายกสมาคมฯ เสนอให้แบ่งการจัดการเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ (คุยกับเกษตรกรเพื่อปรับลดจำนวนแม่วัวให้สมดุล) กลางน้ำ (จัดการหนี้สินและ Reorganize องค์กรให้เล็กลง) และ ปลายน้ำ (เน้นการขายเพื่อสร้างกระแสเงินสด) พร้อมวางแผนการเติบโตดังนี้
1.ระยะสั้น ใช้โครงการนมโรงเรียน เป็นเครื่องมือช่วยดูดซับปริมาณนมส่วนเกิน แต่ต้องระวังปัญหาเรื่องสายส่งและการเก็บเงินที่เคยเป็นจุดอ่อน
2.ระยะกลาง ผลักดันแบรนด์นมพาณิชย์ให้กลับมาครองส่วนแบ่งตลาดอย่างแข็งแกร่ง
3. ระยะยาว ยกระดับ อ.ส.ค. เป็นพี่ใหญ่ ของวงการ โดยเน้นการทำ R&D เพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง (Dairy Products) เช่น นมผง, ชีส และครีม เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำนมดิบในประเทศให้เกิดสมดุล
เปิดประตูส่งออก "จีน-อินโดนีเซีย"
ในด้านการค้าต่างประเทศ นายอาทิตย์ชี้ว่า อ.ส.ค. มีโอกาสสูงในตลาด มณฑลทางตอนใต้ของจีนที่ใกล้กับไทย รวมถึง ตลาดอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการนมโรงเรียนมหาศาลและต้องการความสนับสนุนจากไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ อ.ส.ค. ต้องเร่งยกระดับมาตรฐาน "ฮาลาล" ให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งออกไปยังอินโดนีเซียที่มีความต้องการสูง
“อ.ส.ค. ต้องเลิกมุ่งเป้าแค่เรื่องนมโรงเรียน แต่ต้องมองไปที่การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมที่หลากหลาย และบริหารจัดการ Supply Chain ให้เก่งกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานมล้นจนต้องมาขายขาดทุนในอนาคต” นายอาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย







