thansettakij
thansettakij
เกษตรกรเฮ โฆษกเกษตรฯ ย้ำปุ๋ยไม่ขาดตลาด ยูเรียโลกดิ่งแรง ลุ้นต้นทุนลดทั่วประเทศ

เกษตรกรเฮ โฆษกเกษตรฯ ย้ำปุ๋ยไม่ขาดตลาด ยูเรียโลกดิ่งแรง ลุ้นต้นทุนลดทั่วประเทศ

18 มิ.ย. 69 | 05:45 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มิ.ย. 69 | 06:16 น.

เกษตรฯ ส่งข่าวดี ปุ๋ยไทยไม่วิกฤต ยูเรียโลกปรับลดลง หลังสงครามคลี่คลาย เดินหน้าลดใช้เคมี หนุนปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทั่วประเทศ มั่นใจยกระดับรายได้เกษตรกร

KEY

POINTS

  • โฆษกกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและไม่เกิดปัญหาขาดแคลน
  • ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย
  • การลดลงของราคาปุ๋ยในตลาดโลกคาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าและราคาขายในประเทศถูกลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง
  • กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมี และการตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว

นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ติดตามสถานการณ์ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศ ยืนยันว่าปัจจุบันปริมาณปุ๋ยภายในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของเกษตรกร และไม่เกิดปัญหาการขาดแคลน แม้ในช่วงที่ผ่านมาไทยจะได้รับผลกระทบด้านราคาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาปุ๋ยในตลาดโลกก็ตาม

นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยปรับแนวทางการใช้ปุ๋ยจากเดิมที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีมากกว่า 6 ล้านตันต่อปี มาเป็นการใช้ปุ๋ยเคมีในสัดส่วนร้อยละ 70 ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์อีกร้อยละ 30 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และชดเชยปริมาณปุ๋ยนำเข้าที่ลดลงกว่า 1 ล้านตัน

นายกฤชนนท์ กล่าวว่า จากการส่งเสริมองค์ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มปรับตัวและเปลี่ยนวิธีการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตและบริหารจัดการการใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม

 

ปุ๋ยยูเรียโลกตลาดล่วงหน้าดิ่งแรง 

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการสนับสนุนให้เกษตรกรตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินก่อนการใส่ปุ๋ย เพื่อออกแบบสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชและสภาพดินในแต่ละพื้นที่ พร้อมนำเทคโนโลยีเครื่องผสมปุ๋ยอัจฉริยะที่สามารถกำหนดสูตรได้อย่างแม่นยำระดับรายกระสอบมาใช้ ช่วยให้เกษตรกรได้รับปุ๋ยที่มีธาตุอาหารตรงตามความต้องการของพืช ลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปุ๋ยในประเทศขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคายูเรียในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยพุ่งสูงถึงประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

“การปรับตัวลดลงของราคายูเรียในตลาดโลกถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาคการเกษตรไทย เพราะจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยและมีโอกาสส่งผ่านไปสู่ราคาปุ๋ยในประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป” นายกฤชนนท์ กล่าว

 

ปุ๋ยยูเรียโลกดิ่งแรง ดัชนีราคาสัปดาห์เดียวร่วงกว่า 100 ดอลลาร์ 

ตลาดปุ๋ยโลกส่งสัญญาณอ่อนตัวต่อเนื่อง หลังดัชนีราคายูเรียเม็ด (Granular Urea) ปรับลดลงแรงในรอบสัปดาห์ ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติและข้าวโพดในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์และต้นทุนพลังงานที่เริ่มผ่อนคลาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิตอาหารของไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569


รายงานสถานการณ์ตลาดปุ๋ยโลกของ IRM ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียเม็ดในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี Basket Price อยู่ที่ 423.23 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลง 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ดัชนี MEGU (Middle East Granular Urea) อยู่ที่ 382.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลงถึง 103.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน


แม้ว่าราคาจะอ่อนตัวลงจากสัปดาห์ก่อน แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดในรอบ 24 เดือน โดย Basket Price เคยแตะระดับต่ำสุดที่ 322.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 และขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 790.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในเดือนเมษายน 2569
ด้านตลาดล่วงหน้าปุ๋ยยูเรียสหรัฐ (Urea Futures) ส่งสัญญาณทรงตัว โดยสัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน 2569 ปิดที่ 419 ดอลลาร์สหรัฐต่อชอร์ตตัน ขณะที่สัญญาเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมอยู่ที่ 401.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อชอร์ตตัน สะท้อนมุมมองของตลาดว่าราคามีแนวโน้มปรับฐานหลังจากพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงไตรมาสแรกของปี


ในส่วนของปัจจัยต้นทุนการผลิตปุ๋ย พบว่า ก๊าซธรรมชาติ Henry Hub ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยูเรีย ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.087 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (MMBtu) ลดลง 0.249 ดอลลาร์จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ราคาข้าวโพดล่วงหน้า CBOT ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.116 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ลดลง 0.128 ดอลลาร์


นักวิเคราะห์มองว่า การปรับลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนทั่วโลก ขณะที่อุปทานจากประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคายูเรียปรับตัวลงอย่างรวดเร็วหลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
สำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นหลัก การอ่อนตัวของราคายูเรียในตลาดโลกถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีต้นทุนปุ๋ยเป็นสัดส่วนสำคัญของต้นทุนการผลิต


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการค้าปุ๋ยยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนด้านพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้ปุ๋ยในประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาปุ๋ยโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569