thansettakij
thansettakij
ปุ๋ยโลกป่วน เกมต้นทุนใหม่ กด “ข้าว-ปาล์ม-ข้าวโพด” เสี่ยงขาดทุน

ปุ๋ยโลกป่วน เกมต้นทุนใหม่ กด “ข้าว-ปาล์ม-ข้าวโพด” เสี่ยงขาดทุน

02 เม.ย. 69 | 01:47 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 01:47 น.

วิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าซัพพลายปุ๋ยโลก ไทยเจอแรงกระแทกเต็ม ๆ ต้นทุนพุ่งเร็วกว่าราคาผลผลิต พืชหลัก “ข้าว ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน” เสี่ยงจ่อขาดทุนสะสม เร่งรัฐกระจายแหล่งนำเข้า-ตั้งคลังสำรอง กระทรวงเกษตรฯ แนะรัฐเร่งอุ้ม 3-6 เดือน แจกคูปองส่วนลด -สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วิเคราะห์ดิน ลดใช้ปุ๋ยเคมี 30%

KEY

POINTS

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาปุ๋ยและต้นทุนการผลิตภาคเกษตรของไทยที่พึ่งพาการนำเข้ากว่า 90% ปรับตัวสูงขึ้น
  • พืชเศรษฐกิจหลักที่ใช้ปุ๋ยในสัดส่วนสูงอย่างปาล์มน้ำมัน ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยต้นทุนค่าปุ๋ยอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว ทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงขาดทุน
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าราคาปุ๋ยในระยะยาวจะทรงตัวสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต 20-40% ซึ่งจะกลายเป็นโครงสร้างต้นทุนใหม่ที่สูงขึ้นอย่างถาวรสำหรับภาคเกษตรไทย

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคเกษตรผ่านช่องทางสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อด้านอาหาร และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้นยกแผง ขณะที่ราคาผลผลิตปรับตัวได้ช้ากว่า

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหาร ทำให้เงินเฟ้อด้านอาหาร และค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ทั้งนี้ภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนมากกว่าร้อยละ 25 ของโลก หากเกิดความขัดแย้งหรือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่ง ราคาปุ๋ยและต้นทุนการเกษตรทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีมากกว่าร้อยละ 90 ของการใช้ทั้งหมด มูลค่า 90,087 ล้านบาท ในปี 2567 โดยพึ่งพาการนำเข้าจากจีน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และโอมาน ทำให้ภาคเกษตรไทยมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาปุ๋ยโลก

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึง ผลกระทบต่อราคาปุ๋ยแบ่งเป็น 3 ระยะ 3-12 เดือน ได้แก่ ระยะสั้น ตลาดปรับราคาล่วงหน้าทันทีจากความกังวลด้านอุปทาน แม้ปุ๋ยยังไม่ขาดแคลน แต่ผู้ค้าและเกษตรกรจะเร่งซื้อสำรองไว้ ทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 5–15 ระยะกลาง อุปทานปุ๋ยจะลดลง ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น จะส่งผลให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และระยะยาว ตลาดปุ๋ยโลกจะไม่กลับสู่โครงสร้างเดิม คาดราคาปุ๋ยในระยะยาวจะทรงตัวสูงกว่าก่อนวิกฤต ประมาณร้อยละ 20–40 นำไปสู่โครงสร้างต้นทุนภาคเกษตรที่สูงขึ้นอย่างถาวร

ปุ๋ยโลกป่วน เกมต้นทุนใหม่ กด “ข้าว-ปาล์ม-ข้าวโพด” เสี่ยงขาดทุน

โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักของไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาปุ๋ยสูง ได้แก่ 1. ข้าว ต้นทุนค่าปุ๋ยนาปีอาจพุ่งจาก 728 บาท เป็น 1,310–1,674 บาท/ไร่ ขณะที่นาปรังอาจแตะ 2,345 บาท/ไร่ กระทบความสามารถแข่งขันในตลาดโลก 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนปุ๋ยอาจเพิ่มเป็น 2,033–2,598 บาท/ไร่ ส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ดันราคาเนื้อสัตว์สูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน 3. ปาล์มน้ำมัน เปราะบางที่สุด ค่าปุ๋ยอาจพุ่งจาก 2,991 บาท เป็น 5,385–6,881 บาท/ไร่ เสี่ยงขาดทุนสะสม

 4.มันสำปะหลัง เสี่ยงผลผลิตลด หากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ย กระทบอุตสาหกรรมแป้งและเอทานอล และยางพารา แม้สัดส่วนใช้ปุ๋ยต่ำ แต่ต้นทุนรวมสูงอยู่แล้ว ทำให้กำไรถูกบีบในภาวะราคาผันผวน ทั้งนี้ กลุ่มที่น่ากังวลสูงสุด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปรัง และข้าวโพด ขณะที่ข้าว เป็นพืชที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารโดยตรง

 แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า แนวทางที่กระทรวงฯจะเสนอในการรับมือรัฐควรออกมาตรการอุดหนุนที่ส่งตรงถึงเกษตรกรรายย่อย เช่น คูปองส่วนลดค่าปุ๋ย หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่ปรับสูงขึ้น และลดความเสี่ยงที่เกษตรกรจะลดการใส่ปุ๋ยจนกระทบผลผลิต รวมถึงกระจายแหล่งนำเข้าและทำสัญญาระยะยาว เร่งเจรจาสัญญาซื้อขายระยะยาวกับประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น รัสเซีย แคนาดา และประเทศในอาเซียน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว และช่วยให้ได้ราคาที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ปุ๋ยโลกป่วน เกมต้นทุนใหม่ กด “ข้าว-ปาล์ม-ข้าวโพด” เสี่ยงขาดทุน

อีกด้านคือจัดตั้งคลังสำรองปุ๋ย หากมีคลังสำรองปุ๋ย จะสามารถระบายปุ๋ยออกในช่วงราคาสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด ลดการเก็งกำไร และสร้างความมั่นใจด้านอุปทาน ควบคู่เกษตรกรใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงประมาณ 20–30% โดยอาศัยการวิเคราะห์ดินและใส่ปุ๋ยตามความต้องการจริงของพืช แทนการใส่ตามความเคยชิน ซึ่งช่วยลดต้นทุนโดยไม่กระทบผลผลิตมากนัก

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 - 4 เมษายน พ.ศ. 2569