
เปิดโจทย์ ‘อนุทินพบปูติน’ ฟื้นค้าไทย-รัสเซีย หลังมูลค่าหายเกือบ 3 หมื่นล้าน
เอกชนฝากโจทย์สำคัญ “อนุทิน” นำคณะร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ช่วยฟื้นการค้าไทย-รัสเซีย หลังพิษสงครามกับยูเครน ทำมูลค่าการค้าสองฝ่ายช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหายไปเกือบ 3 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- การเดินทางเยือนรัสเซียของนายกฯ อนุทิน มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการค้าที่มูลค่าหดตัวลงเกือบ 3 หมื่นล้านบาทหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การค้าลดลงคือมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะการที่รัสเซียถูกตัดจากระบบชำระเงิน SWIFT ทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินเป็นไปได้ยาก
- มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยเจรจาความร่วมมือด้านพลังงานและปุ๋ยกับรัสเซีย เพื่อใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ถูกลงและช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อเปิดตลาดใหม่และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้การค้าไทย-รัสเซียหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การค้าไทย-รัสเซียยังไม่กลับสู่ยุคก่อนสงคราม
ข้อมูลการค้าระหว่างไทยกับรัสเซียสะท้อนภาพการชะลอตัวอย่างชัดเจนหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดสงคราม มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 87,312.29 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 32,654.72 ล้านบาท และการนำเข้า 54,657.57 ล้านบาท ไทยขาดดุลการค้า 22,002.85 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสงครามและมาตรการคว่ำบาตรในปี 2565 มูลค่าการค้ารวมลดลงทันทีเหลือ 64,556.54 ล้านบาท หดตัว 26.06% ขณะที่การส่งออกของไทยลดลงถึง 37.87% เหลือ 20,288.05 ล้านบาท
แม้ในช่วงปี 2566-2568 การค้าระหว่างสองประเทศจะเริ่มฟื้นตัวบางส่วน โดยมูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้นจาก 52,631.21 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 57,822.52 ล้านบาทในปี 2568 แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนสงครามกว่า 29,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นการหดตัวราวหนึ่งในสามของมูลค่าการค้าเดิม
ล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 17,212.17 ล้านบาท ลดลง 24.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการส่งออกของไทยลดลงถึง 40.07% เหลือ 7,848.71 ล้านบาท ขณะที่ไทยกลับมาขาดดุลการค้าอีกครั้งที่ 1,514.75 ล้านบาท
เอกชนชี้คว่ำบาตร-ตัด SWIFT ปัจจัยหลัก
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอดีตประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้มูลค่าการค้าไทย-รัสเซียลดลงอย่างต่อเนื่อง คือมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป หัวใจสำคัญคือรัสเซียถูกตัดออกจากระบบ SWIFT ทำให้การโอนเงินชำระค่าสินค้าทำได้ยากมาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเดินเรือและการเดินทาง แต่ที่กระทบหนักที่สุดคือเรื่องการเงิน เพราะภาคธุรกิจจำนวนมากกังวลว่าจะถูกขึ้นบัญชีดำหากเข้าไปค้าขายกับรัสเซีย
ก่อนหน้านี้การค้าระหว่างสองประเทศส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายโดยตรง แต่หลังเกิดข้อจำกัดด้านการชำระเงิน ผู้ประกอบการต้องอาศัยบริษัทเทรดเดอร์เข้ามาช่วยดำเนินธุรกรรม หรือใช้ประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการค้าขาย ส่งผลให้ต้นทุนและความซับซ้อนเพิ่มขึ้น
เป้าหมาย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ยังไปไม่ถึง
นายเกรียงไกร เผยอีกว่า ไทยและรัสเซียเคยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้แตะ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยหวังให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2559 อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ดีที่สุดมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะเคยแตะระดับกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถขยายตัวไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ และหลังเกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การค้าระหว่างกันก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
สำหรับโครงสร้างการค้า ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด เนื่องจากนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบมูลค่าสูงจากรัสเซีย เช่น น้ำมัน ปุ๋ย สารเคมี เหล็ก แร่ธาตุ และถ่านหิน ขณะที่สินค้าส่งออกหลักของไทยเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก อาหารสำเร็จรูป และเสื้อผ้า
แนะนายกฯ ดันพลังงาน-ปุ๋ย ปูทางฟื้นการค้า
อดีตประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซียมองว่า หากนายกรัฐมนตรีมีโอกาสพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน หรือภาคธุรกิจรัสเซีย ควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านพลังงานเป็นลำดับแรก เนื่องจาก หลังยุโรปลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทำให้รัสเซียต้องหันไปจำหน่ายให้ประเทศอื่นในราคาต่ำกว่าตลาดประมาณ 20-30% ซึ่งถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจไทยยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าฝ่ายไทยอาจสามารถจัดซื้อได้ 1-2 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรไทยได้อย่างมาก แต่การส่งมอบยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันรอบการผลิตในปีนี้
นายเกรียงไกรมองว่า หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย การค้าไทย-รัสเซียยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก ไม่เพียงในตลาดรัสเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจของรัสเซีย และมีประชากรรวมกันเกือบ 200 ล้านคน
หากเราสามารถเจาะตลาดรัสเซียได้ ก็จะเป็นประตูสำคัญในการกระจายสินค้าไทยไปยังประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเดียวกันได้มากขึ้น







