
ลุ้น ‘สุริยะ’ ของบกลาง 6 พันล้าน ดันปุ๋ยอินทรีย์ ฝ่าศึกปุ๋ยเคมีแพง
เกษตรกรอินทรีย์ 2.2 ล้านไร่ รับอานิสงส์ “สุริยะ” ลุยของบกลาง 6 พันล้าน แจกปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภัณฑ์ ครอบคลุมทุกพืช นายกปุ๋ยอินทรีย์ ชี้เป็นโอกาสทองปรับโครงสร้างดินไทย เผยเบื้องหลังเกษตรกรไทยยังติดหล่มปุ๋ยเคมี ถอดบทเรียน “โรงงานปุ๋ยแห่งชาติ-อินทรีย์ล้านไร่” ยังหลอน ปมทุจริต ฉุดงบสูญเปล่า
KEY
POINTS
- นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ เตรียมเสนอของบกลาง 6,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแจกจ่ายให้เกษตรกรฟรี
- เป็นมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งมีสาเหตุจากความขัดแย้งในต่างประเทศที่กระทบต่อการนำเข้า
- โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างดินของไทย และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว
ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กระทบภาคเกษตรของไทยมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะตลาดปุ๋ยเคมี หลังเรือบรรทุกแม่ปุ๋ย 5 ลำยังติดค้าง ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เสี่ยงกระทบปริมาณนำเข้า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ขณะที่ความพยายามนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียยังไม่สำเร็จ ยิ่งซ้ำเติมเกษตรกรที่ต้องแบกภาระค่าปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัว
ชี้เป็นโอกาสทองปรับโครงสร้างดินไทย
นายพงษ์เทพ อันตะริกานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากแรงกดดันดังกล่าว นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งหาแนวทางบรรเทาผลกระทบด้วยการเตรียมเสนอของบกลาง วงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ แจกจ่ายฟรีให้เกษตรกร ครอบคลุมในทุกพืชเศรษฐกิจและพืชเกษตรสำคัญทั่วประเทศ
ในเรื่องนี้มองว่าเป็นโอกาสอย่างยิ่งต่อเกษตรกรไทย เพราะจะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยใช้ได้เองภายในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นฟูสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว โดยปุ๋ยชีวภาพมีคุณสมบัติพิเศษในการดึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ได้ฟรีโดยไม่ต้องซื้อ และหากใช้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ดินดีขึ้นเรื่อย ๆ
“เกษตรกรส่วนใหญ่ยังสับสนระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ โดยปุ๋ยชีวภาพที่แท้จริงคือสิ่งมีชีวิตที่สามารถขยายตัวและคงอยู่ในดินได้นานในรูปของสปอร์ เมื่อได้รับน้ำก็จะงอกใหม่ทำให้ไม่ต้องใส่ซ้ำบ่อยครั้ง ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์เกิดจากการหมักซากพืชซากสัตว์ ซึ่งปุ๋ยทั้งสองชนิดนี้เปรียบเสมือนหัวเชื้อ ที่เกษตรกรสามารถนำมาเพาะเลี้ยงต่อยอดเองได้”
ทั้งนี้ หากเกษตรกรซื้อหัวเชื้อมา 100 กิโลกรัม สามารถนำมาผลิตปุ๋ยใช้เองได้ถึง 3-4 ตัน เพื่อใช้ในนาข้าวของตนเอง นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยชีวภาพยังสอดรับกับกระแสการทำนาแบบ “โลว์คาร์บอน” เนื่องจากจุลินทรีย์จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไปเลี้ยงตัวเอง และตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียให้แก่พืช
แฉเบื้องหลังเกษตรกรไทยยังติดหล่มปุ๋ยเคมี
นายพงษ์เทพ กล่าวถึงราคาปุ๋ยอินทรีย์ถูกกว่าปุ๋ยเคมีถึง 10 เท่า แต่ปัญหาสำคัญที่ทำให้ปุ๋ยทางเลือกไม่เติบโตเท่าที่ควร เกิดจากโครงสร้างการส่งเสริมในระดับพื้นที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบางส่วนมีความใกล้ชิดกับบริษัทปุ๋ยเคมี เพราะคนส่งเสริมในระดับตำบลหรืออำเภอบางส่วนได้รับส่วนแบ่งหรือผลประโยชน์ทับซ้อนจากร้านค้าและบริษัทปุ๋ยเคมี ทั้งในรูปของเงินกินเปล่าหรือการสนับสนุนกิจกรรมเลี้ยงสังสรรค์ ทำให้ไม่ยอมอธิบายข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภาพให้เกษตรกรเข้าใจอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้นักการเมืองส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจด้านชีววิทยา มุ่งเน้นแต่การผลักดันปุ๋ยเคมีตามกระแสโฆษณาในสื่อทีวี
นายพงษ์เทพ แนะนำว่า เกษตรกรไม่จำเป็นต้องเลิกใช้ปุ๋ยเคมีในทันที แต่ควรปรับวิธีการใช้ให้เหมาะสม โดยหันมาใช้ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงโครงสร้างดินในระยะยาว แม้ว่าปุ๋ยเคมีจะช่วยให้พืชเติบโตได้รวดเร็วและเห็นผลไว แต่หากใช้ต่อเนื่องโดยไม่ปรับสมดุล อาจทำให้ดินเสื่อมสภาพ กลายเป็นกรด และสูญเสียธาตุอาหารสำคัญไปในที่สุด
นอกจากนี้ ยังควรปรับมุมมองเดิมที่ยึดติดว่าต้นข้าวต้อง “เขียวจัด” จึงจะดี เพราะการเจริญเติบโตที่รวดเร็วเกินไป จะทำให้พืชอ่อนแอและเสี่ยงต่อการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ง่ายขึ้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่องให้กับเกษตรกรและครอบครัว เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงดำเนินการตามโครงการระยะสั้นที่สิ้นสุดลงพร้อมงบประมาณ เช่น โครงการข้าวอินทรีย์ล้านไร่ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อหมดงบแล้ว เกษตรกรจำนวนมากก็เลิกราไป ขณะเดียวกันบทเรียนในอดีตอย่างความพยายามจัดตั้งโรงงานปุ๋ยแห่งชาติที่ไม่ประสบความสำเร็จจากปัญหาทุจริตและคอร์รัปชัน
ถอดบทเรียน "ปมทุจริต ฉุดงบสูญเปล่า"
สอดคล้องกับนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า รัฐบาลควรถอดบทเรียนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ของรัฐบาลก่อนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเกษตรกรไม่ตอบรับ อีกทั้งยังมีข้อกังวลเรื่องการกระจายสิทธิ์ที่อาจไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่ได้สังกัดกลุ่ม อาจเสียโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลือ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงซ้ำรอยปัญหาการทุจริตโครงการปุ๋ยอินทรีย์ในอดีต ที่เปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม ดังนั้นขอเสนอให้รัฐบาลควรสนับสนุนเงินโดยตรงให้เกษตรกร ผ่านฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของหน่วยงานรัฐ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เข้าถึงได้ทั่วถึง
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,199 วันที่ 10 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







