thansettakij
thansettakij
ถอดบทเรียน“ปลาหมอคางดำ”กับทางออกที่มากกว่าการกำจัด

ถอดบทเรียน“ปลาหมอคางดำ”กับทางออกที่มากกว่าการกำจัด

15 มิ.ย. 69 | 04:53 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มิ.ย. 69 | 05:29 น.

ปัญหา “ปลาหมอคางดำ” อาจไม่ได้จบลงที่การกำจัดให้หมดไป แต่คือการสร้างกลไกทางเศรษฐกิจที่ทำให้ชุมชน ภาคธุรกิจ ร่วมกันควบคุมประชากรปลาอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำโดยภาครัฐ ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากประชากรปลากลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อการรณรงค์ลดความเข้มข้นลง
  • ทางออกที่ยั่งยืน คือ การเปลี่ยนมุมมองจาก "การกำจัด" เป็น "การใช้ประโยชน์" โดยการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ปลา เพื่อเป็นแรงจูงใจ ให้เกิดการจับอย่างต่อเนื่องและควบคุมประชากรโดยกลไกตลาด
  • ปลาหมอคางดำสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารคน (ปลาแดดเดียว, กุนเชียง, น้ำปลา), อาหารสัตว์ (ปลาป่น), ปุ๋ยชีวภาพทางการเกษตร ไปจนถึงการสกัดแคลเซียมมูลค่าสูง

ที่ผ่านมา “ปลาหมอคางดำ” จากเดิมที่เป็นเพียงสัตว์น้ำต่างถิ่น กลายเป็นประเด็นระดับชาติ ที่เกี่ยวข้องทั้งมิติระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการภาครัฐ และความเชื่อมั่นของประชาชน 

แม้ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมประมง ดำเนินมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 ทั้งการรับซื้อปลา การจับออกจากระบบ การปล่อยปลาผู้ล่า และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงสะท้อนจากชาวประมงและประชาชนในหลายพื้นที่ กลับเริ่มตั้งคำถามว่า ปัญหากำลังคลี่คลายลงจริง หรือเพียงแค่กระแสความสนใจของสังคมกำลังลดลง 

กระทั่ง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และข้อความร้องเรียนบนสื่อสังคมออนไลน์จากหลายจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทย กลับปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคลองในจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ไปจนถึงพื้นที่ทะเลสาบสงขลา

                         ถอดบทเรียน“ปลาหมอคางดำ”กับทางออกที่มากกว่าการกำจัด

หลายพื้นที่รายงานว่าพบ "ปลาหมอคางดำ” จำนวนมากขึ้นอีกครั้ง 
บางแห่งจับได้ครั้งละหลายสิบกิโลกรัม ขณะที่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยสะท้อนตรงกันว่า หลังจากกิจกรรมรับซื้อและการรณรงค์กำจัดลดความเข้มข้นลง ปลาหมอคางดำก็เริ่มกลับมามีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น 

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความรู้สึกของคนในพื้นที่ว่า การจัดการปัญหาขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายของปลาหมอคางดำ คือความสามารถในการปรับตัวสูง อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว หากการกำจัดหยุดชะงักเพียงไม่กี่เดือน ประชากรปลาที่เหลืออยู่ก็อาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จะกำจัด “ปลาหมอคางดำ” อย่างไร แต่คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีแรงจูงใจในการจับปลาออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียว 

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญ จาก “การกำจัด” ไปสู่ “การใช้ประโยชน์” หากสามารถทำให้ปลาหมอคางดำมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยจับปลาออกจากระบบนิเวศโดยอัตโนมัติ ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน ทั้งกรมประมง มหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน จึงเร่งพัฒนาการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำในหลากหลายรูปแบบ 

แม้ชื่อเสียงของปลาหมอคางดำถูกมองในแง่ลบ แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการพบว่า มีปริมาณโปรตีนใกล้เคียงปลานิล มีเนื้อสีขาว ไขมันต่ำ และนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด 

                           ถอดบทเรียน“ปลาหมอคางดำ”กับทางออกที่มากกว่าการกำจัด

หลายชุมชนในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และ เพชรบุรี พัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาแดดเดียวจากปลาหมอคางดำ โดยนำปลาขนาดใหญ่มาแล่ หมักเกลือ และตากแดด ก่อนบรรจุสุญญากาศจำหน่ายในตลาดชุมชนและออนไลน์ 

นอกจากนี้ ยังมีการผลิตปลาหวาน ลูกชิ้นปลา ปลาร้า และ กุนเชียงปลา โดยเฉพาะกุนเชียงปลาที่หลายสถาบันการศึกษา กำลังพัฒนาสูตรเชิงพาณิชย์ เนื่องจากมีไขมันต่ำกว่ากุนเชียงหมูและให้โปรตีนสูง 

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การพัฒนาน้ำปลาจากปลาหมอคางดำ ซึ่งผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบุรี นำปลามาหมักกับเกลือเป็นเวลานานกว่า 1 ปี จนได้ผลิตภัณฑ์น้ำปลาที่มีกลิ่นและรสชาติใกล้เคียงน้ำปลาทะเล ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบที่เคยถูกมองว่าไร้ค่าได้อย่างน่าสนใจ 
 นอกจากอาหารคนแล้ว ปลาหมอคางดำยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในภาคปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างกว้างขวาง 

                       ถอดบทเรียน“ปลาหมอคางดำ”กับทางออกที่มากกว่าการกำจัด

ปัจจุบันการผลิตปลาป่นถือเป็นช่องทางใช้ประโยชน์ที่มีปริมาณมากที่สุด ปลาหมอคางดำหลายล้านกิโลกรัมถูกนำเข้าสู่โรงงานผลิตปลาป่น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารกุ้ง ปลา ไก่ และ สุกร เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูงและสามารถทดแทนปลาป่นจากวัตถุดิบทะเลบางส่วนได้ 

อีกโมเดลหนึ่งที่ได้รับความสนใจ คือ การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงปูทะเล โดยเฉพาะปูขาว ในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า ปลาหมอคางดำประมาณ 4 กิโลกรัม สามารถเปลี่ยนเป็นปูขาวน้ำหนัก 1 กิโลกรัม สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าการจำหน่ายปลาโดยตรงหลายเท่า 

ในภาคการเกษตร ปลาหมอคางดำได้กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ โดยสูตรการผลิตน้ำหมักที่นิยมใช้ คือ ปลา 3 ส่วน ผสมกากน้ำตาล 1 ส่วน และจุลินทรีย์เร่งการย่อยสลาย หมักประมาณ 30-90 วัน ก่อนนำไปใช้ในสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และพืชผัก 

                      ถอดบทเรียน“ปลาหมอคางดำ”กับทางออกที่มากกว่าการกำจัด

การยางแห่งประเทศไทยยังรับซื้อ “ปลาหมอคางดำ” จำนวนมาก เพื่อนำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพแจกจ่ายเกษตรกรสวนยางในหลายจังหวัดภาคใต้ ถือเป็นตัวอย่างของการนำปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรมเมื่อผลิตน้ำหมักแล้ว ส่วนกากปลาที่ยังเหลือยังสามารถนำไปหมักต่อเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือผลิตเป็นปุ๋ยอัดเม็ด ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากตัวปลาได้เกือบทั้งหมด ลดของเสียจากกระบวนการผลิต 

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การสกัดแคลเซียมจากก้างปลา นักวิจัยหลายสถาบันพบว่า ก้างปลาหมอคางดำมีปริมาณแคลเซียมสูง เมื่อนำมาผ่านกระบวนการต้ม อบแห้ง และบดละเอียด จนได้ผงแคลเซี่ยมคุณภาพสูง และ มีการพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

เช่น ผงแคลเซียมเสริมอาหาร ข้าวเกรียบเสริมแคลเซียม เครื่องดื่มสุขภาพ และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ตัวอย่างเช่น นวัตกรรม “SARO Calcium Plus” กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำ ไม่จำเป็นต้องจบลงที่โรงงานปลาป่นเท่านั้น แต่ยังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสุขภาพที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่า 

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำคัญจากปัญหาปลาหมอคางดำ อาจไม่ใช่เรื่องของการกำจัดปลาให้หมดไปจากประเทศไทย เพราะในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่ตั้งประชากรได้แล้วให้สูญพันธุ์จากธรรมชาติ 

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือ การควบคุมประชากรให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจของชุมชน และการจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อปลาหมอคางดำมีมูลค่า ชาวบ้านจะจับปลาออกจากระบบเอง โรงงานจะต้องการวัตถุดิบ ผู้ประกอบการจะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และตลาดจะกลายเป็นกลไกช่วยควบคุมประชากรปลาไปพร้อมกัน 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ปลาหมอคางดำจะถูกกำจัดหมดเมื่อใด แต่คือ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนปลาหมอคางดำจาก “ภาระของระบบนิเวศ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ได้มากเพียงใด เพราะนั่นอาจเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในวันนี้…