
เมืองคอนต่อยอดเลี้ยงปูขาวใช้“ปลาหมอคางดำ”เป็นอาหาร ลดต้นทุน เพิ่มรายได้
ประมงเมืองคอนต่อยอดโมเดลเลี้ยงปูขาว ใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหาร ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนลุ่มน้ำปากพนัง
KEY
POINTS
- เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช นำ "ปลาหมอคางดำ" ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงปู
- การใช้ปลาหมอคางดำช่วยลดต้นทุนค่าอาหารซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเลี้ยงปูได้อย่างมีนัยสำคัญ
- โมเดลดังกล่าวช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่ชาวบ้านที่จับปลาหมอคางดำมาขาย และยังเป็นการควบคุมปริมาณปลาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง เดินหน้าขยายผลความสำเร็จของการเลี้ยงปูขาวเชิงพาณิชย์ ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปูขาวเพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร”
โดยส่งมอบลูกปูขาวจำนวน 10,000 ตัว ให้เกษตรกรจำนวน 20 ราย ในพื้นที่ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง เพื่อนำไปเลี้ยงและต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ โดยมีการนำ "ปลาหมอคางดำ" มาใช้เป็นอาหารปู เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในท้องถิ่น
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ฟาร์มสาธิตการเลี้ยงปูขาวปลอดภัย บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร ซึ่งถือเป็นศูนย์เรียนรู้สำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคนิคการเลี้ยงปูขาวให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง
นายสมเกียรติ ขวัญเมือง ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “ปูขาว” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีจุดเด่นด้านรสชาติ เนื้อหวาน นุ่ม เปลือกไม่หนาจนเกินไป อีกทั้งยังเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี โดยราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ การนำ “ปลาหมอคางดำ” ที่จับได้ในพื้นที่มาใช้เป็นอาหารปู ยังช่วยลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเพาะเลี้ยง อีกทั้งยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการ และควบคุมปริมาณปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายพื้นที่
ด้าน นายณัฎฐชัย นาคเกษม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวปลอดภัยลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกมากกว่า 30 ราย ครอบคลุมพื้นที่เลี้ยงปูรวมกว่า 300 ไร่ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ กลุ่มมีความต้องการใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารปูในปริมาณวันละ 600-900 กิโลกรัม โดยเปิดรับซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่งผลให้เกิดรายได้เสริมแก่ชาวประมงและประชาชนในชุมชนที่สามารถจับปลาหมอคางดำมาจำหน่ายได้
“ปูขาวสามารถกินอาหารได้หลากหลายชนิด ขณะที่ปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม ช่วยให้ปูเจริญเติบโตดี เนื้อแน่น แข็งแรง และมีต้นทุนต่ำกว่าอาหารสำเร็จรูปมาก ทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายณัฎฐชัย กล่าว
พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ความต้องการ “ปลาหมอคางดำ” ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มบางส่วนได้นำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์และอาหารแปรรูปอื่น ๆ จนในบางช่วงมีปริมาณปลาหมอคางดำไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงปู
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงปูขาวในพื้นที่ คือการสนับสนุนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ซึ่งได้ร่วมถ่ายทอดเทคนิคการจัดการฟาร์ม การใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ร่วมกับอาหารจากปลาหมอคางดำ รวมถึงการดูแลคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปูมีอัตราการรอดสูง เจริญเติบโตเร็ว และมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด
เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ เกษตรกรยังดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยนำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปแช่แข็งในอุณหภูมิประมาณลบ 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง เพื่อทำลายไข่ปลาที่อาจติดอยู่ในช่องปาก ก่อนนำมาหั่นเป็นชิ้นและใช้เป็นอาหารในบ่อเลี้ยง
แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจในกระบวนการผลิต ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ความสำเร็จของโมเดลการเลี้ยงปูขาวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จึงถือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านการประมงร่วมกับการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า สามารถเปลี่ยนปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ชุมชน และ ผู้รวบรวมวัตถุดิบ ตลอดจนช่วยเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดนครศรีธรรมราชได้อย่างยั่งยืน






