
ไทยเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เอกชนชี้โอกาสทองดึงลงทุน-ยกระดับเศรษฐกิจ
เอกชนมองไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และ World Bank ปี 2569 เป็นมากกว่าเวทีการเงินโลก แต่คือโอกาสยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ดึงการลงทุนใหม่ เร่งเศรษฐกิจสีขาว และปฏิรูปโครงสร้างสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนมองเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, Semiconductor และธุรกิจด้านความยั่งยืน
- เป็นเวทีในการยกระดับมาตรฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสทางการเงินและการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว
- ช่วยสร้างภาพลักษณ์และสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลก เพื่อส่งเสริมทั้งภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมเป้าหมาย
การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group ปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นการกลับมารับบทเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี ท่ามกลางผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกนับหมื่นคน ภาคธุรกิจเอกชนมองตรงกันว่านี่คือ หน้าต่างแห่งโอกาส สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และวางรากฐานการเติบโตระยะยาวของประเทศ
ชูเศรษฐกิจสีขาว-ดึงทุนอนาคต
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่า New Horizon (ขอบฟ้าใหม่แห่งโอกาส) ของไทยควรเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาล หรือ “เศรษฐกิจสีขาว” ที่เติบโตบนพื้นฐานของเทคโนโลยี AI นวัตกรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
คาดหวังว่าการเป็นเจ้าภาพประชุมระดับโลกครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ไทยสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการพัฒนา Road Map และกลไก Sustainable Finance เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยและทั่วโลกให้สามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ Data Center, Semiconductor และธุรกิจด้านความยั่งยืนและสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ SME ไทยเข้าไปเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลกได้มากขึ้น
นายแสงชัยยังเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันพลังงานสะอาดและปรับโครงสร้างภาคเกษตรสู่เกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
โอกาสยกระดับมาตรฐานประเทศ
ด้าน ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่าการประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางการเมือง” ที่ทำให้สายตาของโลกจับจ้องมายังประเทศไทย
สำหรับโอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการสร้างเม็ดเงินระยะสั้น แต่คือการยกระดับมาตรฐานประเทศ โดยเฉพาะความโปร่งใสทางการเงิน การจัดการธุรกิจสีเทา และการพัฒนาระบบการเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ทั้งนี้หากรัฐบาลใช้จังหวะนี้เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการศึกษา การลดคอร์รัปชัน การปรับปรุงกฎระเบียบ และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ จะช่วยให้ไทยมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้นอย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการจูงใจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
เวทีโลกหนุนท่องเที่ยว-อุตสาหกรรมไทย
ขณะที่ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า “New Horizon” ของไทยคือการใช้เวที IMF และ World Bank สื่อสารศักยภาพประเทศต่อผู้บริหารระดับโลกมากกว่า 19,000 คนที่จะเดินทางมาร่วมงาน ถือเป็นกิจกรรมใหญ่ที่ไม่เพียงส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในช่วงการจัดงาน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว น่าลงทุน และมีศักยภาพในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับประเด็น Data Center ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการใช้พลังงานและน้ำจำนวนมาก นางพิมพ์ใจยอมรับว่ามีความท้าทาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญที่จะรองรับการพัฒนา AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต โดยเชื่อว่าหากไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสร้างประโยชน์ต่อความต้องการภายในประเทศได้อย่างมาก
“การประชุม IMF และ World Bank ปี 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานประชุมเศรษฐกิจระดับโลก หากแต่เป็นเวทีที่ภาคเอกชนคาดหวังว่าจะช่วยเปิดขอบฟ้าใหม่ ให้เศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติการลงทุน การยกระดับมาตรฐานประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตานานาชาติในระยะยาว”







