thansettakij
thansettakij
ไทยโชว์วิสัยทัศน์ เจ้าภาพประชุม IMF ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน

ไทยโชว์วิสัยทัศน์ เจ้าภาพประชุม IMF ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน

04 มี.ค. 2569 | 10:52 น.
อัปเดตล่าสุด :04 มี.ค. 2569 | 11:00 น.

ไทยโชว์วิสัยทัศน์ เจ้าภาพประชุม IMF ต.ค.69 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน เตรียมผลักดันวาระเศรษฐกิจการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย-ทั่วถึง

ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ International Monetary Fund และ World Bank Group ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะการเงินตึงตัว การชะลอตัวของการค้าโลก และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การกลับมาจัดประชุมในไทยอีกครั้งในรอบกว่า 35 ปี เกิดขึ้นในช่วงที่บริบทเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หากปี 2534 เป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินเอเชีย การประชุมปี 2569 กลับจัดขึ้นในยุคที่โลกกำลังเผชิญ “การเติบโตต่ำเป็นเวลานาน” (low growth era) และไทยเองต้องรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงมาอยู่ราว 2% ต่อปี ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤตปี 2540 อย่างชัดเจน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยต้องเร่งยกระดับศักยภาพการเติบโต (Potential Growth) ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ และการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กรอบแนวคิดหลักของการประชุม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” จึงสะท้อนความพยายามวาง “คน” เป็นศูนย์กลางของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ

ด้านนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ International Monetary Fund ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2–2.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3.7–3.8% ในช่วงก่อนโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ โดยสาเหตุสำคัญคือการเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอลง

IMF เสนอแนวทางเร่งการเติบโตในสามด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มบทบาทตลาดทุนในการระดมเงินลงทุน การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการยกระดับทักษะแรงงานให้ทันกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ควบคู่กับการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชน

นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังถูกจับตาในฐานะปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น โดยอาจส่งผลผ่านราคาพลังงาน ความเชื่อมั่นของตลาด และการชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุนของ “ความไม่แน่นอน” ต่อการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก

ขณะที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น และไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือนโยบายการเงินแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวได้ ทั้งจากแรงกดดันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ไทยจะใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ผลักดันวาระ “Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF)” เพื่อสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ทั้งปลอดภัยและทั่วถึง ลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์และการหลอกลวงทางการเงิน พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้กลุ่มเปราะบางถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดย ธปท. เตรียมจัดทำต้นแบบเชิงปฏิบัติ (Blueprint) เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของตน

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของธนาคารกลางที่ต้องขยายจากการดูแลเสถียรภาพราคาและระบบการเงิน ไปสู่การออกแบบระบบนิเวศทางการเงินในยุคดิจิทัล ที่ความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้นควบคู่กับโอกาสใหม่

การประชุมปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงเวทีหารือนโยบายการคลังและการเงินระดับโลก แต่เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องชี้ให้เห็นทิศทางการปรับตัวของตนเอง ท่ามกลางโลกที่เติบโตช้าลง ความไม่แน่นอนสูงขึ้น และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทวีความเข้มข้น