
เทียบฟอร์มขีดแข่งขัน‘เวียดนาม’แซงไทย ชิงได้เปรียบส่งออก-ฐานผลิตใหม่โลก
เวียดนามเร่งสปีดแซงไทยทั้งส่งออก FDI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ท่ามกลางจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง-สังคมสูงวัยของไทย จับตาศึกชิงฐานผลิตโลกที่กำลังเปลี่ยนดุลเศรษฐกิจอาเซียนครั้งใหญ่
KEY
POINTS
- เวียดนามกำลังได้เปรียบไทยในการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลก จากปัจจัยด้านแรงงานอายุน้อยค่าแรงต่ำ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และดัชนีคอร์รัปชันที่ดีขึ้น ทำให้ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่า
- ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงจากปัญหาประสิทธิภาพภาครัฐ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะยังคงมีจุดแข็งด้านระบบโลจิสติกส์และความมั่นคงทางพลังงาน
- ปัจจุบันเวียดนามมีมูลค่าการส่งออกแซงหน้าไทยแล้ว และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมายังเวียดนาม
การแข่งขันระหว่างไทยและเวียดนามประเทศเพื่อนบ้านย่านอาเซียนกำลังเปลี่ยนจากคู่ค้าสู่คู่แข่งโดยตรงบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการย้ายฐานการผลิตและการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยรายงาน IMD World Competitiveness Ranking 2025 ระบุว่า ไทยร่วงลงมาอยู่อันดับ 30 ของโลก ลดลง 5 อันดับ จากปัญหาประสิทธิภาพภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภาพแรงงาน ขณะที่เวียดนามแม้ยังไม่ถูกรวมในการจัดอันดับ IMD แต่กลับถูกจับตาในฐานะ “ดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียน” ที่กำลังเร่งสปีดอย่างก้าวกระโดด
“ไทย-เวียดนาม” ศึกชิงฐานผลิตโลกเดือด
จุดแข็งของไทยยังอยู่ที่ระบบนิเวศการขนส่งและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP อยู่ที่ 13.5% ตามรายงานโลจิสติกส์ไทยปี 2567 ของสภาพัฒน์ฯ รวมถึงไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานถนน การลงทุนแบบ PPP และการเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ของบริษัทข้ามชาติ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือความล่าช้าของระบบราชการ การขาดเอกภาพในการบริหาร และการลงทุนเทคโนโลยี AI ที่ยังไม่ทั่วถึง
ในทางกลับกัน เวียดนามกำลังเร่งสร้างแต้มต่อใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยแผนยุทธศาสตร์คมนาคเวียดนาม 2030-2050 ระบุว่า เวียดนามขยายโครงข่ายทางด่วนจากเพียง 89 กิโลเมตรในปี 2553 เป็นกว่า 3,000 กิโลเมตรในปี 2568 และตั้งเป้าแตะ 5,000 กิโลเมตรในปี 2573 พร้อมเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ วงเงินกว่า 67.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อมฮานอย-โฮจิมินห์ ระยะทาง 1,541 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมห่วงโซ่อุปทานจากจีนตอนใต้สู่ฐานการผลิตใหม่ของโลก
ขณะที่ไทยเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท เชื่อมชุมพร-ระนอง เพื่อยกระดับไทยเป็น Gateway เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก แต่ยังเผชิญโจทย์สำคัญเรื่องความรวดเร็วในการผลักดันโครงการ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นแม่เหล็กการลงทุน คือ โครงสร้างประชากรและแรงงาน โดยเวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน อายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี และค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 200-350 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ต่ำกว่าไทยที่อยู่ราว 300-500 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ขณะที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน
ด้านดัชนีคอร์รัปชัน CPI 2025 ของ Transparency International ยิ่งสะท้อนภาพสวนทางชัดเจน เมื่อเวียดนามขยับขึ้นสู่ 41 คะแนน อันดับ 81 ของโลก จากนโยบายปราบคอร์รัปชัน “Blazing Furnace” ส่วนไทยลดลงเหลือ 33 คะแนน อยู่อันดับ 116 ของโลก ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจไทยกว่า 89.1% ที่มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน ตามผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
แรงส่งดังกล่าวทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกทยอยปักหมุดเวียดนามต่อเนื่อง ทั้ง Samsung ที่ลงทุนศูนย์ R&D มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐในฮานอย, LG Electronics ที่ย้ายฐานผลิตทีวีจากไทย รวมถึง Apple และ LG ที่ขยายฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนยุทธศาสตร์ “Dual-Market” ที่ใช้ไทยเป็นศูนย์บริหารและวิจัย แต่ใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตขนาดใหญ่ต้นทุนต่ำ
ทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า ศึกแข่งขันไทย-เวียดนามในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนการผลิต แต่คือการแข่งขันเชิงโครงสร้างเพื่อชิงบทบาท “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียน” ในอนาคต
จากคู่แข่งเศรษฐกิจสู่พันธมิตรซัพพลายเชนอาเซียน
อย่างไรก็ดีอีกด้านหนึ่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่แข่งขันกันด้านการส่งออกและฐานการผลิต สู่การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้า การย้ายฐานการผลิต และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีโลก
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปัจจุบันเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก และอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากมาเลเซีย โดยทั้งสองประเทศตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ระดับ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 ผ่านยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเชื่อมโยงซัพพลายเชน เศรษฐกิจท้องถิ่น และการเติบโตสีเขียวร่วมกัน
หากเทียบศักยภาพการแข่งขัน ไทยยังรักษาความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมครบวงจร โดยเฉพาะยานยนต์ อาหารแปรรูป ปิโตรเคมี และซัพพลายเชนต้นน้ำ ขณะที่โครงการ EEC ยังเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center, EV Supply Chain และเทคโนโลยีขั้นสูง
ขณะที่เวียดนามกำลังถูกจับตาในฐานะดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียน จากอัตราการเติบโต GDP ที่หลายสถาบันการเงินคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 6.2-7.5% ในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในภูมิภาค โดยมีแรงหนุนจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ รวมถึงการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของเวียดนาม คือ การเข้าร่วม FTA หลายฉบับ ทั้ง CPTPP และ EVFTA ที่เปิดประตูสู่ตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นฐานส่งออกสินค้าเทคโนโลยีสำคัญของโลก ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องจักร สิ่งทอ และรองเท้า สะท้อนการขยับจากฐานผลิตต้นทุนต่ำสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง
ด้านการลงทุน ทั้งสองประเทศเริ่มขยายบทบาทเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า นักลงทุนเวียดนามเริ่มสนใจลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานสะอาด อาหาร โลจิสติกส์ Data Center ดิจิทัล และอุตสาหกรรม EV ตามแนวทาง BCG Economy และเป้าหมาย Net Zero ของไทย
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมดาวรุ่งที่นักลงทุนไทยเร่งเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ได้แก่ Semiconductor, Renewable Energy, E-commerce, Logistics และ Healthcare โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และ Smart Electronics ที่กำลังได้รับแรงหนุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
ภาพรวมขีดแข่งขันเวียดนามเริ่มเหนือไทย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในภาพรวมเมื่อเทียบกับเวียดนามในเวลานี้ ไทยเริ่มเสียเปรียบ แม้เวียดนามยังมีจุดอ่อนด้านพลังงานไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอและไม่เสถียร แต่รัฐบาลเวียดนามเร่งแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันเวียดนามมีมูลค่าส่งออกแซงหน้าไทยแล้ว ส่วนจีดีพีแม้ยังต่ำกว่าไทย แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงกว่าอย่างชัดเจน หากเวียดนามยังรักษาอัตราการเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่ไทยยังปรับตัวไม่ทัน มีโอกาสที่จีดีพีเวียดนามจะแซงไทยในอนาคต
จุดแข็งสำคัญของเวียดนามคือแรงงานจำนวนมากและยังอยู่ในวัยทำงาน ต่างจากไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะที่ไทยยังได้เปรียบด้านพลังงาน เพราะมีไฟฟ้าเพียงพอและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อแข่งขันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ชิป และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยเป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ไทยและเวียดนามยังเป็นทั้ง “คู่แข่งและคู่ค้า” ที่ต้องพึ่งพากันมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยไทยถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน และนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามจำนวนมาก
“อาเซียนกำลังเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกแทนจีน ดังนั้นแทนที่จะแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว ประเทศในอาเซียนควรจับมือเป็นพันธมิตร เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน” นายเกรียงไกร กล่าว







