
นักวิชาการ แนะ ไทยจับมือเวียดนาม ลดพึ่งมหาอำนาจ สร้างฐานผลิตใหม่
รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ แนะไทยร่วมมือกันระดับยุทธศาสตร์เวียดนาม ลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา สร้างฐานการผลิตร่วมกัน พร้อมหนุนปฏิรูประบบราชการไทยลดความอุ้ยอ้าย
KEY
POINTS
- นักวิชาการเสนอให้ไทยและเวียดนามร่วมมือกันในระดับยุทธศาสตร์ เพื่อลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา
- แนวทางสำคัญคือการสร้างฐานการผลิตร่วมกันเพื่อการส่งออก ซึ่งจะช่วยสร้างตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นและป้องกันปัญหาการถูกใช้เป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
- ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคของไทยคือระบบราชการที่อุ้ยอ้ายและขาดความคล่องตัว ซึ่งแตกต่างจากเวียดนามที่ปฏิรูประบบบริหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้การลงทุนมีความคล่องตัวสูงกว่า
- การร่วมมือกับเวียดนามจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ไทยต้องปฏิรูประบบราชการของตนเอง เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
การเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมภริยา ตามคําเชิญของ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 27 - 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งนับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของนายโต เลิม หลังเข้ารับตําแหน่งประธานาธิบดี และถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สําคัญ เนื่องจากเป็นการครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม
การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำเวียดนามในครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์สู่ระดับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจับตามองถึงทิศทางความร่วมมือในอนาคต โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง
รศ.ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ผู้ศึกษาด้านเวียดนาม และกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษวิเคราะห์ถึงนัยสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก คือ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งคำว่า "ยั่งยืน" (Sustainable) นี้ไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งไทยและเวียดนามต้องเร่งตีความให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ทางออกเศรษฐกิจในยุค "ยืมจมูกมหาอำนาจหายใจ"
รศ.ดร.แล วิเคราะห์ว่าปัจจุบันทั้งไทยและเวียดนามต่างเป็นประเทศขนาดเล็กที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าและการโต้ตอบทางภาษี การที่ไทยและเวียดนามหันมาจับมือกันในระดับยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อลดการ “ยืมจมูกมหาอำนาจหายใจ” และหันมาสร้างตลาดร่วมกันภายในอาเซียนและเอเชียให้แข็งแกร่งขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือการสร้างฐานการผลิตร่วมกันเพื่อส่งออก ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการถูกสวมยี่ห้อ หรือการที่มหาอำนาจใช้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นทางผ่านเพื่อเลี่ยงภาษี จนนำไปสู่ปัญหาการขาดดุลการค้าหรือการถูกดำเนินมาตรการโต้ตอบทางการค้าจากประเทศปลายทางอย่างสหรัฐฯ รศ.ดร.แล ย้ำว่าสถานะของเวียดนามและไทยในเรื่องนี้ไม่ได้ต่างกัน การเปิดมุมมองใหม่ในการลงทุนร่วมกันจึงเป็นทางรอดที่สำคัญ
เมื่อประตูโอกาสเปิดออก ไทยต้องฉกฉวยโอกาส
"การกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องของการเปิดโอกาส แต่เราจะฉวยโอกาสได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงนามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมภายในของไทยเองด้วย" รศ.ดร.แลระบุ
ไทยติดหล่มระบบราชการอุ้ยอ้าย
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ รศ.ดร.แล ชี้ให้เห็นคือ ความแตกต่างของระบบการปกครองและการบริหารประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากัน โดยยกตัวอย่างโครงการ “เมืองคู่มิตร” (Sister City) เช่น ความพยายามในการสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างจังหวัดอุดรธานีกับจังหวัดในเวียดนาม ที่มักพบข้อจำกัดทางระเบียบราชการ
ในขณะที่การบริหารงานระดับจังหวัดของเวียดนามมีความเป็นอิสระและคล่องตัวสูง คล้ายกับรูปแบบการปกครองของกรุงเทพมหานครหรือพัทยา แต่ในส่วนของประเทศไทยนั้น อำนาจการตัดสินใจของผู้ว่าราชการจังหวัดยังถูกผูกมัดอยู่กับระเบียบของส่วนกลางผ่านกระทรวงมหาดไทย ทำให้การตัดสินใจในประเด็นสำคัญทำได้ไม่เต็มที่
รศ.ดร.แล ยังได้ให้ภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับตัวของภาครัฐเวียดนาม โดยระบุว่าเวียดนามมีความพยายามลดระบบราชการที่ซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดจำนวนจังหวัดจาก 60 กว่าจังหวัดเหลือเพียง 30 กว่าจังหวัด และการยกเลิกการปกครองระดับอำเภอเพื่อเชื่อมต่อจากระดับตำบลสู่จังหวัดโดยตรง, การลดขนาดกองทัพข้าราชการลงปีละนับแสนคนนี้ ส่งผลให้การค้าและการลงทุนมีความคล่องตัวสูง ไม่ติดหล่มระเบียบราชการที่ล่าช้า
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.แล มองว่าการกระโดดลงเรือลำเดียวกันกับเวียดนามในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความยากลำบากและอุปสรรคที่พบจากการทำงานร่วมกัน จะกลายเป็น “แรงจูงใจสำคัญ” ที่บีบให้ประเทศไทยต้องปรับตัว การได้ใกล้ชิดกับประเทศที่มีพลวัตสูงอย่างเวียดนามจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่าระบบที่เป็นอยู่ทำให้เราเสียเปรียบอย่างไร และจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการลดความอุ้ยอ้ายของระบบราชการไทย เพื่อให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและใช้โอกาสจากความร่วมมือนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด






