
นายกสมาคมฯ จี้รัฐรีเซ็ต "นโยบายปาล์ม" คุมสต็อก-พยุงไบโอดีเซลไทย
"ศาณินทร์" นายกไบโอดีเซล จี้รัฐถกทุกฝ่ายก่อนเปลี่ยนผ่านพลังงาน เตือนหากเปลี่ยนเป้ากลางทางโดยไร้การทบทวน อาจสูญทั้งเวลาและต้นทุนมหาศาล แนะติดตาม-ปรับแผนใกล้ชิด เพื่อให้พลังงานทดแทนเดินหน้าอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- สมาคมฯ ชี้ว่านโยบายปาล์มในปัจจุบันและการบริหารสต็อกที่ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ราคาในประเทศพุ่งสูงกว่าตลาดโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ
- เสนอให้ภาครัฐปรับนโยบายโดยหันมาบริหารสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เชิงรุก เพื่อควบคุมปริมาณและรักษาเสถียรภาพราคาให้ใกล้เคียงตลาดโลก
- เรียกร้องให้มีนโยบายรักษาระดับการใช้ไบโอดีเซลพื้นฐาน (Base Load) ให้คงที่ เพื่อพยุงภาคการผลิตที่ปัจจุบันใช้กำลังผลิตเพียง 20% และสร้างความพร้อมรับมือวิกฤตพลังงาน
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวในงาน "THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน" สาระสำคัญระบุว่า ทิศทางและกลยุทธ์การส่งเสริมพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biodiesel) ต้องเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความสมดุลระหว่าง "ปริมาณ" และ "ราคา" เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ชูศักยภาพการผลิตอันดับ 3 ของโลก
ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตปาล์มน้ำมันเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยปีที่ผ่านมามีผลผลิตรวมเกือบ 4 ล้านตัน แบ่งเป็นการใช้เพื่อการบริโภคประมาณ 1 ล้านกว่าตัน และใช้ในการผลิตไบโอดีเซล (B5) ประมาณ 900,000 ตัน ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออก ซึ่งยืนยันว่าไทยมีปริมาณวัตถุดิบเหลือเฟืออย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือลักษณะทางเกษตรกรรมที่เป็นพืชตามฤดูกาล (Seasonal) ซึ่งมีทั้งช่วงผลผลิตล้นตลาดและช่วงขาดแคลน
นายศาณินทร์ เปรียบเทียบว่าการบริหารจัดการปาล์มต้องทำเหมือนการบริหารจัดการน้ำ คือต้องมีการกักเก็บสต็อกในช่วงที่มีมากเพื่อไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลน เพื่อรักษาดุลยภาพของราคา
บทเรียน 10 ปี บริหารสต๊อกพลาด ทำสูญงบกองทุนน้ำมันหลายหมื่นล้าน
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นโยบายรับบาลเน้นการดูแลเกษตรกรโดยมีกำแพงภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) สูงถึง 143% แต่เปิดให้ส่งออกเสรี ผลที่ตามมาคือหากบริหารจัดการสต็อกไม่เหมาะสม ราคาในประเทศจะพุ่งสูงกว่าราคาตลาดโลกอย่างมาก บางช่วงตลาดโลกอยู่ที่ 30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม (กก.) แต่ไทยพุ่งไปถึง 70 กว่าบาทต่อ กก.
จากการคำนวณย้อนหลัง 10 ปี พบว่าส่วนต่างราคาที่เราต้องจ่ายเกินความจำเป็นเนื่องจากการบริหารสต็อกที่ไม่เหมาะสม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งคือเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องจ่ายไปโดยไม่จำเป็น
นายศาณินทร์ เสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลัก สร้างเสถียรภาพปาล์มยั่งยืน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปทั้งระบบ ใน 3 เรื่องต่อภาครัฐ ดังนี้
1.บริหารสต็อกเชิงรุก: ต้องคุมปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ให้เหมาะสมตลอดทั้งปี เพื่อให้ราคาในประเทศเทียบเคียงตลาดโลกเสมอ
2.โครงสร้างราคาที่เป็นธรรม: รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันให้ราคาสะท้อนไปถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง ทั้งโซ่อุปทานต้องอยู่ได้
3.รักษาฐานการใช้พลังงานทดแทน (Base Load): รักษาระดับการใช้ไบโอดีเซลให้คงที่ ไม่ผันผวนตามนโยบายรายวัน เพื่อรักษาความพร้อมของภาคการผลิต
ในด้านการผลิต นายศาณินทร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยใช้กำลังการผลิตไบโอดีเซลเพียง 20% หรือประมาณ 3 ล้านกว่าลิตร จากกำลังการผลิตรวม 11.2 ล้านลิตรต่อวัน สาเหตุที่ไม่สามารถเร่งเครื่องผลิตได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤตเนื่องจากโรงงานหลายแห่งชะลอตัวจนขาดความพร้อมด้านบุคลากร และปัญหาสำคัญคือการต้องนำเข้า "เมทานอล" ซึ่งเป็นส่วนประกอบ 10% ในการผลิตแบบ 100%
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันในภูมิภาค เนื่องจากมาเลเซียกำลังขยับไปใช้ B15 และอินโดนีเซียขยับไปถึง B40 และ B50 ทำให้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเมทานอลในตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจการต่อรองของไทยหากนโยบายการใช้ไบโอดีเซลในประเทศยังไม่นิ่ง
"เราควรมีระดับการใช้พื้นฐานที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการพร้อมเหมือนการซ้อมวิ่งอยู่ตลอดเวลา เมื่อเกิดวิกฤตเราจะได้สปรินต์ตัวได้ทันที นโยบายที่มีทิศทางชัดเจนจะช่วยลดต้นทุนให้ผู้บริโภคและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร"
จี้รัฐถก รับความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน
อย่างไรก็ตามในช่วงท้าย นายศาณินทร์ กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนพลังงานทดแทนของประเทศว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายด้านพลังงานและเทคโนโลยีใหม่ จำเป็นต้องมีการหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “การย้ายปัญหาจากซ้ายไปขวา” หรือการแก้ปัญหาหนึ่งแต่สร้างผลกระทบใหม่ตามมาในอนาคต
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่ประเทศคาดหวัง ยังมีปัจจัยท้าทายอีกหลายด้าน ทั้งปัญหาที่มองเห็นได้ชัด และปัญหาที่อาจซ่อนอยู่ในกระบวนการดำเนินงาน จึงจำเป็นต้องเปิดเวทีหารือร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า
นายศาณินทร์ กล่าวว่า ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นวางกรอบแนวคิดและกำหนดทิศทางการดำเนินงานตั้งแต่ต้น เพื่อให้การสนับสนุนด้านพลังงานทดแทนสามารถเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดูแลให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเรียบร้อยที่สุด เมื่อมีแผนที่ชัดเจนแล้ว อยากให้มีการกลับไปทบทวนเป้าหมายอยู่เป็นระยะ เพราะเป้าหมายสามารถเปลี่ยนได้ตามบริบทที่เปลี่ยนไป
พร้อมยกตัวอย่างว่า การกำหนดเป้าหมายเปรียบเสมือนการวางแผนเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ แต่หากปล่อยให้เดินทางไปไกลมากแล้วจึงเปลี่ยนใจไปจังหวัดขอนแก่น จะทำให้สูญเสียทั้งเวลาและต้นทุนจำนวนมาก ดังนั้น หากมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ทันท่วงที โดยไม่สูญเสียทรัพยากรเกินความจำเป็น
“ในช่วงเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ อาจต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษเพื่อสร้างความมั่นใจ แต่หลังจากนั้นควรมีระบบติดตามผล (Monitor) และทบทวนแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานยังคงเดินไปในทิศทางที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต” นายศาณินทร์ กล่าวย้ำในตอนท้าย







