thansettakij
thansettakij
‘ไทย-กัมพูชา’ เจ็บทั้งคู่ 1 ปีขัดแย้งการค้าหาย 1.8 แสนล้าน ธุรกิจชายแดนปิด 30%

‘ไทย-กัมพูชา’ เจ็บทั้งคู่ 1 ปีขัดแย้งการค้าหาย 1.8 แสนล้าน ธุรกิจชายแดนปิด 30%

12 พ.ค. 69 | 21:40 น.

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อเกือบ 1 ปี ฉุดมูลค่าการค้าชายแดนหายกว่า 1.8 แสนล้านบาท ธุรกิจชายแดนทยอยปิดตัวแล้วราว 30% เปิดช่องเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เร่งเสียบแทนสินค้าไทยในตลาดกัมพูชา ภาคธุรกิจเรียกร้องเร่งฟื้นการเจรจา หาทางออกบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งทางการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 1 ปี ส่งผลให้มูลค่าการค้านำเข้า-ส่งออกลดลงประมาณ 180,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักแก่ทั้งสองประเทศ
  • ผลกระทบโดยตรงทำให้ธุรกิจตามแนวชายแดน เช่น การขนส่ง ร้านอาหาร และโรงแรม ต้องปิดตัวลงแล้วประมาณ 30% เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้
  • สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เข้ามามีบทบาทและแทนที่สินค้าไทยในตลาดกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการปิดด่านตลอดช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจชายแดน การค้า การลงทุน และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อได้เปิดช่องให้ประเทศคู่แข่งเข้ามาแทนที่สินค้าและธุรกิจไทยในกัมพูชามากขึ้น

นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้รับผลกระทบมากกว่ากัน เพราะแต่ละประเทศต่างมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนี้ต่างฝ่ายได้ใช้ยุทธวิธีบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะหากแสดงความอ่อนแอออกมาก็ไม่เป็นผลดี แต่ในความเป็นจริงทุกคนรู้ว่ากระทบหนักทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการค้าชายแดนทางบก ไทยและกัมพูชามีมูลค่าการค้านำเข้า-ส่งออกหายไปแล้วประมาณ 180,000 ล้านบาทในรอบเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่สามารถโยงกับการปิดด่านเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาภาษี รวมถึงปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการค้าและการเดินทาง

นอกจากนี้ ยังมีเม็ดเงินลงทุนของไทยในกัมพูชามูลค่าราว 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากการทยอยลดขนาดธุรกิจ ขายกิจการ หรือหยุดดำเนินงานชั่วคราว โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก โรงงานเครื่องนุ่งห่ม โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการตามแนวชายแดนที่เผชิญปัญหาขาดลูกค้าอย่างหนัก

‘ไทย-กัมพูชา’ เจ็บทั้งคู่ 1 ปีขัดแย้งการค้าหาย 1.8 แสนล้าน ธุรกิจชายแดนปิด 30%

นายวรทัศน์ เผยอีกว่า จากรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ธุรกิจชายแดนปิดตัวไปแล้วประมาณ 30% เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ต่อไป ทั้งธุรกิจขนส่ง ซื้อมาขายไป ร้านอาหาร และโรงแรม ขณะที่หลายบริษัทเลือกหยุดจ้างงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านโกดังและเงินเดือน เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดให้นานที่สุด

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นโอกาสของประเทศคู่แข่ง โดยข้อมูลในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้พบว่า สินค้าจากเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เข้ามาทดแทนสินค้าไทยในตลาดกัมพูชามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ต้นทุนการขนส่งจะสูงกว่าไทยที่เคยได้เปรียบจากการค้าผ่านชายแดนก็ตาม

“สิงคโปร์มีมูลค่าการค้ากับกัมพูชาเพิ่มขึ้นกว่า 200% เวียดนามโตมากกว่า 20% ส่วนมาเลเซียโตประมาณ 30-40% เมื่อเราทะเลาะกัน คนอื่นก็เข้ามาแทนที่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง ไม่ได้มาจากต้นทุนโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าจากไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง” นายวรทัศน์ กล่าว

สำหรับแนวทางคลี่คลายปัญหาทั้งสองประเทศควรเร่งฟื้นการเจรจาและลดเงื่อนไขความขัดแย้ง โดยประเด็นใดที่ยังตกลงกันไม่ได้ อาจใช้วิธีขยายกรอบเวลาเจรจาออกไปก่อน ขณะที่เรื่องใดสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ควรเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความรู้สึกของประชาชนทั้งสองประเทศที่มองว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันทางสังคมและการเมือง จนทำให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายไม่กล้าตัดสินใจเชิงประนีประนอม

“สุดท้ายไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งยืดเยื้อ เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดกับรัฐบาลเท่านั้น แต่กระทบผู้ประกอบการ แรงงาน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศโดยตรง สิ่งสำคัญคือการหาทางกลับมาพูดคุยกันให้ได้ เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปมากกว่านี้” นายวรทัศน์ กล่าวทิ้งท้าย