thansettakij
thansettakij
อานิสงส์ ‘เอลนีโญ’ ดัน 3 ชาติอาเซียนแห่ซื้อข้าวไทย ลุ้นส่งออกแตะ 7 ล้านตัน

อานิสงส์ ‘เอลนีโญ’ ดัน 3 ชาติอาเซียนแห่ซื้อข้าวไทย ลุ้นส่งออกแตะ 7 ล้านตัน

11 พ.ค. 69 | 09:01 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ค. 69 | 09:02 น.

เอลนีโญส่งสัญญาณหนุนประเทศผู้นำเข้าข้าวในอาเซียนเร่งตุนสต็อก จับตา“ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย” เพิ่มคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ขณะตลาดอิรักหยุดนำเข้าเต็มรูปแบบจากวิกฤติขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผู้ส่งออกข้าว มั่นใจครึ่งปีหลังแรงซื้อกลับ ดันส่งออกข้าวไทยปี 2569 ทะลุเป้า 7 ล้านตัน

KEY

POINTS

  • ปรากฏการณ์เอลนีโญสร้างความกังวลเรื่องภัยแล้ง ทำให้ 3 ชาติอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสำรองสต็อกเพิ่มขึ้น
  • มาเลเซียและฟิลิปปินส์เพิ่มการนำเข้าข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าฟิลิปปินส์อาจนำเข้าข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อรับมือผลกระทบ
  • ความต้องการข้าวที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นปัจจัยบวกสำคัญ ที่อาจช่วยผลักดันให้การส่งออกข้าวไทยโดยรวมทั้งปีบรรลุเป้าหมายที่ 7 ล้านตัน

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 จะยังติดลบทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 29,595 ล้านบาท ลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและแอฟริกาที่ยังชะลอตัว แต่ยังมีหลายตลาดที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่เพิ่มการนำเข้าข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ส่งออกข้าวไปอิรักสะดุดขัดแย้งตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคืออิรัก ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของไทยในตะวันออกกลาง โดยปกติไทยส่งออกข้าวไปอิรักเฉลี่ยปีละประมาณ 1 ล้านตัน หรือเดือนละ 80,000-90,000 ตัน แต่ปีนี้ส่งออกได้เพียงเดือนมกราคมราว 80,000 ตัน ก่อนจะหยุดชะงักทั้งหมด เนื่องจากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เผชิญภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ทำให้สายเรือไม่กล้าเดินเรือเข้าไปในพื้นที่ เพราะไม่สามารถทำประกันภัยคุ้มครองได้

ชูเกียรติ  โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

 

“เรือที่กำลังโหลดข้าวเกือบเสร็จต้องหยุด ลูกค้าสั่งขนสินค้าลงจากเรือ ยอมแชร์ค่าใช้จ่ายกับผู้ส่งออก เพราะเรือไม่ยอมไปต่อ ตลาดอิรักจึงหายไปแบบ Completely หรือหายไปเลยทั้งตลาด” นายชูเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ ตัวเลขส่งออกข้าวไทยช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตัน ถือว่ายังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ หากเฉลี่ยตามเป้าส่งออกทั้งปี 7 ล้านตัน ไทยควรส่งออกได้ประมาณ 2.3-2.4 ล้านตันในช่วงเวลาดังกล่าว

จับตามาเลย์-ฟิลิปปินส์ผวาเอลนีโญ เร่งนำเข้าตุนสต็อกเพิ่ม

อย่างไรก็ดี แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีสัญญาณบวกจากหลายประเทศในเอเชียที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสำรองสต็อกรับมือความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยเฉพาะมาเลเซียที่เพิ่มการสำรองข้าวจากเดิมประมาณ 3 เดือน เป็น 9 เดือน เนื่องจากกังวลว่าผลผลิตครึ่งปีหลังอาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและราคาข้าวจะปรับตัวสูงขึ้น

นายชูเกียรติ กล่าวว่า ปกติมาเลเซียนำเข้าข้าวประมาณปีละ 1 ล้านตัน แต่ปีนี้มีโอกาสเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลก คาดว่าปีนี้อาจนำเข้าข้าวสูงถึง 6 ล้านตัน จากปีก่อนที่นำเข้ารวมประมาณ 3.5 ล้านตัน ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังสต็อกข้าวในประเทศลดต่ำลงและกังวลผลกระทบจากเอลนีโญ

“ปกติฟิลิปปินส์ซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก แต่เมื่อความต้องการสูงขึ้น ราคาข้าวเวียดนามแพงกว่าไทยในเวลานี้ เขาก็หันมาซื้อไทยเพิ่ม ซึ่งช่วยชดเชยตลาดอิรักที่หายไปได้บางส่วน” นายชูเกียรติ กล่าว

สำหรับอินโดนีเซีย แม้ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีการนำเข้าข้าว แต่เชื่อว่าหากเอลนีโญเกิดขึ้นรุนแรงจริง อินโดนีเซียจะกลับเข้าสู่ตลาดนำเข้าข้าวอีกครั้ง เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหารในประเทศ

ในด้านราคาข้าว ปัจจุบันราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ประมาณ 385-390 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และอินเดียอยู่ที่ 350-355 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้ราคาข้าวไทยอยู่ในระดับกลางระหว่างคู่แข่งสำคัญทั้งสองประเทศ ส่งผลให้ผู้ค้าตัดสินใจสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น

'เอลนีโญ'ตัวแปร ชี้ทิศทางข้าวโลกครึ่งปีหลัง

นายชูเกียรติ มองว่า ปัจจัยเรื่องเอลนีโญจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดข้าวโลกในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะหากสถานการณ์รุนแรง อินเดียอาจจำเป็นต้องจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อราคาสินค้าเกษตรและตลาดข้าวไทย

ทั้งนี้ แม้อินเดียยังตั้งเป้าส่งออกข้าวสูงถึง 25 ล้านตันในปีนี้ และเวียดนามตั้งเป้าไว้ 7.6 ล้านตัน แต่ทั้งสองประเทศก็เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเดินเรือเช่นเดียวกับไทย

“อินเดียได้รับผลกระทบหนักกว่าไทย เพราะปกติส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางประมาณ 6 ล้านตัน ขณะที่ไทยส่งประมาณ 1 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นอิรัก ดังนั้นปัญหาโลจิสติกส์จึงกระทบอินเดียมาก” นายชูเกียรติ กล่าว

ด้านตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย ปริมาณส่งออกช่วง 4 เดือนแรกลดลงกว่า 20% จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่ม 10% ประกอบกับราคาข้าวหอมมะลิไทยที่อยู่ในระดับสูงประมาณ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแรงลง

นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริโภคชาวฮิสแปนิกในสหรัฐ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหม่ที่นิยมบริโภคข้าวหอมไทยเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ลดลงจากนโยบายผลักดันแรงงานต่างชาติกลับประเทศ ทำให้ตลาดข้าวหอมมะลิไทยชะลอตัวลงตามไปด้วย