
ส่งออกข้าวไทย 2 เดือนร่วง 15% อิรักตลาดใหญ่หยุดซื้อ กดดันเป้าปี 69
ส่งออกข้าวไทย 2 เดือนแรกมูลค่าวูบ 15.45% สงครามตะวันออกกลางดันค่าระวางพุ่ง 40% ตลาดอิรักหยุดซื้อ เสี่ยงหาย 1 ล้านตัน กดเป้าทั้งปี 69 สะเทือน เร่งบุกแอฟริกาทดแทน
KEY
POINTS
- การส่งออกข้าวไทยช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าลดลง 15.45% และปริมาณลดลง 4.16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
- ตลาดอิรักซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ในตะวันออกกลางหยุดชะงักการซื้อข้าวไทย เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือสูงขึ้น
- สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวทั้งปี 2569 ที่ตั้งไว้ 7 ล้านตัน โดยอาจทำให้ยอดส่งออกหายไปประมาณ 1 ล้านตันหากปัญหายืดเยื้อ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการส่งออกข้าวของไทยในช่วง เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ว่าไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 1.153 ล้านต้น ลดลง 4.16% และ มีมูลค่ากว่า 651 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 20,200 ล้านบาท) ลดลง 15.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่นระดับสูง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงมากขึ้น
รวมถึงนโยบายจํากัดการนําเข้าของประเทศผู้นําเข้าสําคัญ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สําหรับค่าเงินบาท ที่ปัจจุบันแม้เริ่มอ่อนค่าลง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งค่าเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายอื่นส่งผลต่อ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกของข้าวไทย
ทั้งนี้ แม้ตัวเลขส่งออกข้าวไทยในช่วง 2 เดือนแรกจะปรับตัว ลดลงจากแรงกดดันของตลาดโลก แต่จากสถิติการส่งออกข้าวพบว่า ในขณะที่ข้าวชนิดต่างๆ มีปริมาณส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าวขาว ปริมาณ 0.543 ล้านตัน ลดลง 2.34% ข้าวหอมมะลิไทย ปริมาณ 0.290 ล้านตัน ลดลง 6.45% ข้าวหอมไทย ปริมาณ 0.076 ล้านตัน ลดลง 24% และข้าวเหนียว ปริมาณ 0.030 ล้านตัน ลดลง 21.05 %
ขณะที่ชนิดข้าวที่มีการขยายตัว ได้แก่ ข้าวนึ่ง ปริมาณ 0.209 ล้านตัน ขยายตัว 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา เพื่อเพิ่มความมั่นคง ทางอาหารท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ไทยยัง ส่งออกข้าวไปตลาดสําคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ แอฟริกาใต้ ปริมาณ 0.145 ล้านตัน ขยายตัว 46.46% มาเลเซีย ปริมาณ 0.077 ล้านตัน ขยายตัว 140.63% และฟิลิปปินส์ ปริมาณ 0.067 ล้านตัน ขยายตัว 157.69%
ขณะที่ตลาดสำคัญที่มีการส่งออกหดตัว ได้แก่ สหรัฐฯ ปริมาณ 0.116 ล้านตัน หดตัว 25.16% อิรัก 0.092 ล้านตัน หดตัว 52.58%
สำหรับการส่งออกข้าวไปตะวันออกกลาง ปี 2568 มีปริมาณ 1.3 ล้าน ซึ่งมีสัดส่วน 17% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ถือว่าเป็นตลาดส่งออกข่าวอันดับ 3 ของไทย โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว
จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล - อิหร่าน ส่งพบกระทบเส้นทางเดินเรือสําคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุช ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนพลังงานราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ รวมถึงค่าประกันภัย ที่ปรับสูงขึ้น ทำให้สายการเดินเรือส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไม่เข้าทะเลแดง เพื่อผ่านคลองซูเอชโดยอ้อมแหลมกู๊ดโฮปประเทศแอฟริกาใต้
โดยมีการแจ้งปรับอัตราค่าระวางเรือช่วงวันที่ 15-30 มีนาคม อัตราปรับขึ้นกว่า40% โดยสายการเดินเรืออ้างว่าค่าธรรมเนียมพิเศษและต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สำหรับส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางต่อปีประมาณ 1.34 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งสัดส่วน 75 % นำเข้าโดยอิรัก และตอนนี้การส่งออกไปอิรักหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อและเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัญหายืดเยื้อ อาจกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2569 ตั้งไว้ 7 ล้านตัน จะหายไปประมาณ 1 ล้านตันจากยอดส่งออกไปตะวันออกกลางชะงัก
“เราคงไม่อยู่นิ่ง กรมคงเดินหน้าเปิดเกมส์รุกทั้งการรักษาตลาดหลัก ควบคู่กับการขยายตลาดศักยภาพใหม่ การผลักดันข้าวคุณภาพสูงและข้าวมูลค่าเพิ่ม โดยเตรียมเข้าไปเพิ่มตลาดในแอฟฟริกาทดแทนตลาดตะวันออกกลางได้บางส่วน"
ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบในการส่งออกข้าวไทย กรมฯ ยังคงเดินหน้า เปิดเกมส์รุกทั้งการรักษาตลาดหลัก ควบคู่กับการขยายตลาดศักยภาพใหม่ การผลักดันข้าวคุณภาพสูงและ ข้าวมูลค่าเพิ่ม การเจรจากับ COFCO รัฐบาลจีน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งมอบข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เหลือ ครบตามเป้าหมายจํานวน 500,000 ตัน
"การเจรจาจีทูจีขายข้าวไทยให้จีน นั้น ในล็อตแรก 4 หมื่นตัน ทางจีนทยอยส่งเรือมาขนสินค้า ซึ่งกำหนดส่งครบในเดือนมีนาคม จากนั้นกลางเดือนเมษายนจะเพิ่มเจรจาจีทูจีขายข้าวให้จีนอีก 5-6 หมื่นตันกับ COFCO รัฐบาลจีน ซึ่งยอมรับว่าปัญหาตอนนี้ คือกังวลเรื่องต้นทุนสูงขึ้นทุกด้าน แม้ราคาข้าวในประเทศยังทรงตัว วันนี้ราคาข้าวขาว 5%ไทยอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าเวียดนาม อินเดียและปากีสถานเล็กน้อย"






