
2 แสนล้านเปลี่ยนพลังงาน ‘มอเตอร์ไซค์-รถอีวี’ ตีปีก ค่ายรถหวั่นรัฐเกาไม่ถูกที่คัน
รัฐบาลอัด 2 แสนล้าน ปูทางสู่โครงสร้างพลังงานใหม่ เร่งขับเคลื่อนมาตรการค้างท่อให้เบิกจ่ายจบภายในกันยายน 2570 ผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ หวังกระจายเม็ดเงินลงสู่ระบบทันที ไม้เด็ดนำรถเก่าแลกรถใหม่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เปลี่ยนรถแท็กซี่เป็นอีวี ค่ายรถหวั่นรัฐบาลเกาไม่ถูกที่คัน
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเน้นส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์
- เม็ดเงินจะถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ (รวมถึงแท็กซี่) การขยายสถานีชาร์จ และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
- ค่ายรถยนต์แสดงความกังวลว่ามาตรการอาจ "เกาไม่ถูกที่คัน" เพราะเป็นการช่วยเหลือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว แทนที่จะแก้ปัญหาค่าครองชีพให้คนส่วนใหญ่โดยตรง
จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่าน ด้านพลังงานของประเทศ วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท โดยจัดสรรสำหรับแผนงาน “Energy Transition” จำนวน 200,000 ล้านบาทนั้น หนึ่งในมาตรการที่ภาคประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด คือ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม
ใช้ 2 แสนล้านเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์มองว่า วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้การเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น เม็ดเงินส่วนใหญ่จะนำมาใช้เติมเต็มหรือเร่งขับเคลื่อน โครงการที่รัฐบาลเคยแถลงนโยบายหรือมติครม.ที่เห็นชอบไว้ก่อนหน้านี้ แต่เดิมอาจจะติดขัดเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ไม่เพียงพอ หรืองบประมาณปกติมีความล่าช้าตามระบบปีงบประมาณ แต่หากมาอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โครงการที่เสนอมาจะต้องทำสัญญาและเบิกจ่ายให้จบภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 นับจากการพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
โดยเฉพาะการรองรับมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ที่มีมติการส่งเสริมการใช้และการผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่
มุ่งรถยนต์อีวี-โซลาร์รูฟท็อป
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานนัดแรก คาดว่าที่ประชุมจะหารือถึงกรอบการใช้เงินภายใต้ พ.ร.ก.ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท จะเน้นไปที่การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานใหม่ โดยเฉพาะพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น
โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะพิจารณาโครงการที่เสนอเข้ามาให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น โครงการที่ลดการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้า การใช้ยานพาหนะ การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เป็นต้น
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืนทางด้านพลังงาน โดยอาจพิจารณาปรับโครงสร้างฐานค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงวงเงินที่ต้องใช้ดำเนินโครงการ ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคตด้วย
ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับภาคประชาชน โดยครอบคลุมทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการ ไม่ได้จำกัดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น แต่รถยนต์ประเภทไฮบริดก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน
คมนาคมดันแทกซี่เปลี่ยนเป็นอีวี
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมที่จะนำร่างพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ซึ่งหลัง พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว กระทรวงการคมนาคม จะเสนอโครงการให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย พิจารณาโครงการในส่วนของเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยการขยายผลไปยังกลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 27,000 คัน นอกเหนือจากกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล ให้สามารถนำรถเก่ามาเทิร์นเป็นรถใหม่ที่เป็นรถอีวีหรือไฮบริดได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายวันและค่าผ่อนรถให้แก่ผู้ประกอบการ
ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP มาพัฒนาเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และสถานตรวจสภาพรถเอกชนให้มีความเชี่ยวชาญด้านระบบแบตเตอรี่ และการตรวจสภาพรถ EV เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอนการให้บริการ ซึ่งเดือนเมษายน 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า สะสมรวมทั่วประเทศ 435,630 คัน แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 282,374 คัน และภูมิภาค 153,256 คัน
รวมถึงโครงการสนับสนุนปรับเปลี่ยนรถหัวลาก (Tractor) เพื่อการประหยัดพลังงาน โดยการดัดแปลงเป็นรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Conversion) ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งการเร่งขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุม ตามตั้งเป้าหมายหัวชาร์จแบบ DC Fast Charge จำนวน12,000 หัวชาร์จ ภายในปี 2573 ให้เร็วขึ้น ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2569 มีสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า DC ประมาณ 8,595 หัวจ่าย และ AC ประมาณ 5,382 หัวจ่าย
จัดหาเงินทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กระทรวงพลังงานกำลังร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการผ่อนชำระโซลาร์เซลล์ ซึ่งตั้งเป้าให้ยอดผ่อนจ่ายต่อเดือน มีราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายปกติ อีกทั้งยังสั่งการให้การไฟฟ้าเร่งศึกษาโครงการเข้าไปลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านให้ประชาชนฟรี สำหรับบ้านที่ไม่ต้องการลงทุนเอง โดยการไฟฟ้าจะขายไฟฟ้าจากโซลาร์นั้นคืนให้เจ้าของบ้านในราคาถูก เช่น ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย
ดังนั้น โครงการโซลาร์รูฟท็อป จะมีทั้งมาตรการการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง โซลาร์เซลล์ประชาชน เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว
แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยว่า หลังจาก ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ กฟภ.เร่งจัดทำแผนหรือโครงการเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินฯ โดยเฉพาะแผนงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับ กฟภ. จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และการขยายสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลหรือจุดที่เอกชนยังเข้าไม่ถึง เพื่อให้ครอบคลุมทุกระยะ 50-100 กิโลเมตร
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งรัดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน มาแล้ว โดยให้กฟภ.ดำเนินการให้รวดเร็วและบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว”
ค่ายรถหวั่นรัฐบาลเกาไม่ถูกที่คัน
แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการออกแคมเปญมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องรอดูว่าปลายทางจะช่วยประชาชนได้จริงหรือไม่ อย่างแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า ถือเป็นการช่วยคนเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว ไม่ได้ช่วยคนระดับฐานรากที่มีจำนวนมาก
“กลุ่มที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV เป็นคนที่มีความพร้อมด้านการเงินระดับหนึ่งอยู่แล้ว ถ้ามีแคมเปญรัฐบาลเช่น รถเก่าแลกรถใหม่ ออกมาอีกสามารถจูงใจให้คนซื้อได้แน่นอน แต่ในทางกลับกันคนที่ไม่มีศักยภาพด้านการเงิน แต่อยากได้รถ EV ตามการสนับสนุนของรัฐบาล แต่สุดท้ายอาจจะกู้ไม่ผ่าน หรือถ้ากู้ผ่าน กลายเป็นการส่งเสริมให้คนเป็นหนี้โดยที่ยังไม่มีความพร้อมอีก”
ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ยังไม่ตรงกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ อย่างการติดแผงโซลาร์เซลล์ครัวเรือนต้องใช้เงิน 2-3 แสนบาท ซึ่งประชาชนทั่วไปก็คงติดไม่ไหว ดังนั้นคนได้ประโยชน์คือนายทุน บริษัทขายโซลาร์เซลล์ เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุน EV บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
“ต้องรอดูรายละเอียดของมาตรการสนับสนุนต่างๆ ว่าสุดท้ายจะช่วยประชาชน หรือภาคอุตสาหกรรมได้ขนาดไหน การที่รัฐบาลกู้เงิน เพื่อมาทำโครงการรถยนต์ลดมลพิษ รักสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้ควรจะทำให้คนอยู่รอด มีกินก่อน อย่างการลดค่าไฟฟ้าลงจะกี่บาทต่อหน่วยก็แล้วแต่ ถือว่าตรงจุด และได้กันทุกคนจริงๆ” แหล่งข่าวกล่าว
นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดผลักดันการใช้รถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำของรัฐบาลถือเป็นเรื่องดี แต่การจะนำมาส่งเสริมรถยนต์อีวี ภายใต้ พ.ร.ก กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ต้องรอดูรายละเอียดว่าจะออกมาในรูปแบบไหน โดยหลักการแล้วเงินที่กู้มาควรจะนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ในภาพรวม สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
“อย่างโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ มีคำถามว่าเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในตอนนี้หรือไม่ เพราะสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง ทำให้ผู้คนหันมาซื้อรถอีวีหรือไฮบริดมากขึ้นอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีแคมเปญภาครัฐ ซึ่งจริงๆ ถือเป็นโครงการที่ดี แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์ ณ ตอนนี้” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว







