
เปิด "บัญชีลับ" คลัง เงินกู้ 4 แสนล้าน ใครได้ — ใช้ทำอะไร ดูชัด ๆ ที่นี่
เปิดบัญชีลับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน คลังแบ่ง 2 ก้อน ก้อนแรก 2 แสนล้านช่วยประชาชน-เกษตรกร-SME ก้อนสอง 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งน้ำมัน พัฒนาทักษะแรงงาน ต้องกู้ให้เสร็จภายใน ก.ย. 70
KEY
POINTS
- รัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน โดยแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน
- ส่วนแรก 2 แสนล้านบาท ใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานให้แก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME
- อีก 2 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว เช่น การส่งเสริมพลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
หลังจาก "ฐานเศรษฐกิจ" เปิดเผยเอกสารราชการลับ ที่กระทรวงการคลังเสนอต่อคณะรัฐมนตรีขอออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน คำถามที่ทุกฝ่ายอยากรู้คือ เงินก้อนมหาศาลนี้จะถูกนำไปใช้ทำอะไร และใครได้รับประโยชน์บ้าง
เอกสารระบุชัดว่าเงินกู้ทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ก้อนเท่ากัน ก้อนละ 200,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายและกลุ่มผู้รับประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ก้อนแรก 200,000 ล้านบาท : ช่วยประชาชน-เกษตรกร-SME ที่โดนวิกฤตพลังงานถล่ม
เงินก้อนแรกมีเป้าหมายตรงไปยัง ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตพลังงาน โดยเอกสารระบุวัตถุประสงค์หลักไว้ 2 ด้าน คือ
บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย สำหรับประชาชนและเกษตรกรที่แบกรับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทั้งค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ต้นทุนปุ๋ยและวัตถุดิบทางการเกษตรที่ปรับตัวสูงตามราคาพลังงานโลก
ช่วยพยุงธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่ต้องปิดกิจการหรือเลิกจ้างพนักงาน โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตในสัดส่วนสูง และมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสภาพคล่องสูงสุด
ทั้งนี้ เอกสารกำหนดให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ โดยจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน (Target) มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การแจกจ่ายแบบหว่านแห
ก้อนที่สอง 200,000 ล้านบาท : เปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งน้ำมัน-สร้างเศรษฐกิจใหม่
เงินก้อนที่สองมีเป้าหมายระยะยาวกว่า มุ่งเน้น การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 แผนงานหลัก ได้แก่
แผนงานที่ 1 : ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ครอบคลุมโครงการและกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
แผนงานที่ 2 : ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ สนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล รวมถึงสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้าทั่วประเทศ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว
แผนงานที่ 3 : พัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจใหม่ ลงทุนในการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่พึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมแรงงานไทยในระยะยาว
หลักการใช้เงิน "5T" ป้องกันรั่วไหล
เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเงินกู้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เอกสารระบุให้กระทรวงการคลังกำหนด หลักการใช้จ่ายเงิน 5T ดังนี้
Target — กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การแจกเงินแบบทั่วถึง
Transition — ลดความเปราะบางทางพลังงาน สนับสนุนมาตรการที่ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตในครั้งนี้
Transformation — แก้จุดอ่อนเชิงระบบ ลงทุนในสิ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ลดโอกาสเกิดวิกฤตซ้ำในอนาคต
Together — ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการปรับตัวในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น
Transparency — กำหนดระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลอย่างเป็นระบบ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ใครเป็นผู้คุมเงิน?
เอกสารกำหนดให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ทำหน้าที่คุมเข้มทุกโครงการก่อนเบิกจ่าย โดยมี ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญร่วมเป็นกรรมการ ได้แก่ เลขาธิการสภาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกิน 3 คน และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจกลั่นกรองทุกแผนงานและโครงการก่อนเสนอ ครม. อนุมัติ พร้อมต้อง รายงานความก้าวหน้าต่อ ครม. อย่างน้อยทุก 3 เดือน โดยการดำเนินโครงการทั้งหมดจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
ขณะที่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะทำหน้าที่บริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่าย การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ และติดตามประเมินผลโครงการ โดยกระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินต่อรัฐสภาภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
ไทม์ไลน์ : กู้ถึงเมื่อไร-ใช้ได้ถึงเมื่อไร
เอกสารกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจนว่า กระทรวงการคลังต้องลงนามสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 และเมื่อ ครม. มีมติอนุมัติแล้ว จะส่งเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.ก. โดยด่วน ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป.







