
แกะสูตรอินโดฯ ดัน B50 รีดภาษีปาล์มตั้งกองทุนแสนล้าน พยุงราคาในประเทศ
“บุรินทร์” อดีต กนป.เปิดยุทธศาสตร์อินโดฯ ปั้น B50 เก็บภาษีส่งออก สร้างดีมานด์ในประเทศมหาศาล ขณะ ไทยติดข้อจำกัดส่งออก ยังพึ่งดีมานด์ B7 ไม่พอรับมือน้ำมันโลกขาลง
KEY
POINTS
- อินโดนีเซียใช้โมเดลเก็บภาษีและค่าธรรมเนียม (Levy) จากการส่งออกน้ำมันปาล์ม เพื่อนำรายได้เข้ากองทุนสนับสนุนอุตสาหกรรมไบโอดีเซล
- กองทุนดังกล่าวถูกนำมาอุดหนุนการผลิตไบโอดีเซล B40-B50 เพื่อสร้างอุปสงค์มหาศาลในประเทศ ช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินและพยุงราคาปาล์ม
- กลไกภาษีทำให้ราคาวัตถุดิบปาล์มในประเทศอินโดนีเซียถูกลง ซึ่งเอื้อให้ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซลสามารถแข่งขันกับดีเซลฟอสซิลได้
- ไทยมีข้อจำกัดในการทำตามโมเดลนี้ เนื่องจากมีปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มน้อยกว่ามาก ทำให้ไม่สามารถสร้างกองทุนขนาดใหญ่เพื่อพยุงราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดบทวิเคราะห์เชิงลึกถึงโมเดลบริหารอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถผลักดันการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในระดับ B35-B40 และกำลังมุ่งสู่ B50 ได้อย่างเป็นระบบ ผ่านกลไก “ภาษีส่งออก-กองทุนอุดหนุน” ที่ไทยยังไม่สามารถดำเนินรอยตามได้ง่ายนัก
“หัวใจสำคัญของโมเดลอินโดนีเซีย คือ การจัดเก็บภาษีส่งออก (Bea Keluar หรือ BK) และ Levy จากการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และผลิตภัณฑ์ปาล์ม เพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุน BPDPKS สำหรับใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมไบโอดีเซลภายในประเทศ รวมถึงโครงการปลูกทดแทนและพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มครบวงจร”
สำหรับเดือนพฤษภาคม 2569 อินโดนีเซียกำหนดราคาอ้างอิง CPO ที่ 1,049.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยเรียกเก็บภาษี BK สูงถึง 178 ดอลลาร์ต่อตัน หรือประมาณ 5.83 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ Levy ถูกจัดเก็บเพิ่มเติมอีก 12.5% หรือ 131.20 ดอลลาร์ต่อตัน คิดเป็น 4.3 บาทต่อกิโลกรัมส่งผลให้ภาระรวมของผู้ส่งออกอินโดนีเซียอยู่ที่ 309.20 ดอลลาร์ต่อตัน หรือกว่า 10.13 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นเกือบ 30% ของราคา CPO ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ไม่มีมาตรการภาษีส่งออกในลักษณะนี้เลย
ผลที่ตามมาคือ ผู้ส่งออกอินโดนีเซียต้องผลักภาระต้นทุนกลับไปยังราคาซื้อขายภายในประเทศ ทำให้ราคา CPO และผลปาล์มทะลายสด (FFB) ถูกกดต่ำลงบางส่วน แต่ด้วยผลผลิตต่อไร่และอัตราการสกัดน้ำมันที่สูงกว่าไทย (20-22% เทียบกับไทยเฉลี่ย 18%) จึงยังช่วยให้เกษตรกรรักษาระดับรายได้ได้ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบที่ต่ำลงกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบต่อการผลิตไบโอดีเซล ทำให้ต้นทุนแข่งขันกับดีเซลฟอสซิลได้ดีขึ้น
"เมื่อรัฐนำเงิน Levy กลับมาอุดหนุนตลาด B40-B50 ก็ยิ่งสร้างอุปสงค์ภายในประเทศมหาศาล ช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินและพยุงราคาปาล์มได้ในระยะยาว"
ดร.บุรินทร์ ชี้ว่า อินโดนีเซียส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์รวมกว่า 30 ล้านตันต่อปี จึงสามารถสร้างกองทุนขนาดใหญ่จาก Levy และ BK ได้ปีละหลายแสนล้านบาท แตกต่างจากไทยที่มีปริมาณส่งออกไม่ถึง 1 ล้านตัน ทำให้ไม่สามารถสร้างฐานกองทุนในระดับเดียวกันได้ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงยังมีข้อจำกัดอย่างมากในการเลียนแบบโมเดล B40-B50 ของอินโดนีเซีย ทั้งในด้านกฎหมาย กลไกกองทุน และขนาดอุตสาหกรรมส่งออก
อย่างไรก็ตาม ดร.บุรินทร์ เตือนว่า หากราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลงหลังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย ราคาน้ำมันปาล์มไทยอาจเผชิญแรงกดดันหนักกว่าประเทศคู่แข่ง เนื่องจากไทยยังใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพียง B7 ซึ่งมีอุปสงค์ภายในประเทศไม่มากพอที่จะดูดซับผลผลิตและพยุงราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นอินโดนีเซีย
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นโจทย์สำคัญต่อยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันไทย ว่าจะปรับโครงสร้างพลังงานและกลไกตลาดอย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มในระยะยาว amid ความผันผวนของตลาดโลก.







