
ชาวสวนปาล์ม บุกพาณิชย์ จี้ปลดล็อกส่งออกทำราคาดิ่ง สูญเงินวันละ 120 ล้าน
เกษตรกรบุกพาณิชย์ หลังปาล์มราคาดิ่งเหลือ 7 บาท/กก. สูญวันละ 120 ล้าน จี้รัฐปลดล็อกส่งออก ประกาศใช้ B10 ชี้นโยบายบิดเบือนตลาด วอนรัฐคืนกลไกราคาเป็นธรรม แก้วิกฤตด่วน
KEY
POINTS
- เครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันยื่นหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์ม
- มาตรการควบคุมการส่งออกส่งผลให้ราคาผลปาล์มดิ่งลงทันที สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรเป็นมูลค่ากว่า 120 ล้านบาทต่อวัน
- ข้อเรียกร้องหลักคือให้รัฐบาลปลดล็อกการส่งออกโดยทันที และประกาศใช้น้ำมันดีเซล B10 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินในประเทศ
22 เมษายน 2569 นายเกรียงไกร นาคสุวรรณ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช และนางอรุณี ชีสังวรณ์ เกษตรกรกลุ่มชาวสวนปาล์มน้ำมันรพีพัฒน์ จ.ปทุมธานี เป็นตัวแทนเครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันและลานเทภาคใต้ได้เดินทางมากระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นหนังสือถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีง่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยในเอกสารได้มีการยื่นเรื่อง หยุดนโยบาย "ทุบราคา" ทําลายเกษตรกร และคืนความเป็นธรรมผ่านโครงสร้างตลาด ที่สมบูรณ์และโครงสร้างราคาที่ป็นธรมต่อทุกภาคส่วน
ตามที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ประกาศ มาตรการควบคุมการส่งออกนํามันปาล์มดิบเมือวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผล เรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและค่าครองชีพนั้น จากการติดตามสถานการณ์ตลอด 4 วันที่ผ่านมา เครือข่ายชาวสวนปาล์มและ ผู้ประกอบการลานเท พบความผิดปกติและผลกระทบที่รุนแรงเกินกว่าจะยอมรับได้ ดังนี้
1. นโยบายที่สร้างความเสียหายรายวัน ทันทีที่มีการประกาศ "คุมส่งออก" ราคาปาล์ม ทะลายหน้าลานได้ดิ่งลงทันทีจาก 8.90 บาท เหลือเพียง 7.00 บาท (ลดลงกิโลกรัมละ 1.90 บาท) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่หายไปจากกระเป๋าเกษตรกรสูงถึง 120 ล้านบาทต่อวัน หรือเกือบ 500 ล้านบาทในเวลาเพียง 4 วัน สวนทางกับคําชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสภาอย่างสิ้นเชิง
2. ทฤษฎีสมคบคิดกดราคาต้นน้ำ มาตรการที่บังคับให้ผู้ส่งออกต้องรอใบอนุญาตรายฉบับจากเลขา กกร. คืออุปสรรคทางการค้าที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดสภาวะ "น้ำมันปาล์มล้น สต็อก" ในประเทศ เพื่อบีบให้ราคาวัตถุดิบตกลงเพียงเพื่อจะตรึงราคาน้ำมันพืชบรรจุขวดไม่ให้ เกิน 50 บาท โดยให้เกษตรกรและลานเทเป็นผู้แบกรับต้นทุนความล้มเหลวนี้ฝ่ายเดียว
3. ความย้อนแย้งด้านนโยบายพลังงาน รัฐบาลอ้างว่ากักสต็อกไว้เพื่อไบโอดีเซล แต่กลับ นิ่งเฉยไม่ประกาศใช้ B10 เป็นนํ้ามันดีเซลพื้นฐาน ทั้งที่ปัจจุบันราคาไบโอดีเซลไทย "ถูกกว่า" ดีเซลปิโตรเลียมแล้ว และสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศมีความพร้อมทันที การประวิงเวลาคือการจงใจปล่อยให้ราคาปาล์มทะลายตกต่ำอย่างรุนแรง
4. การจงใจบิดเบือนกลไกตลาดขัดต่อกฎหมาย การใช้อํานาจ กกร. ออกประกาศ ควบคุมการส่งออกโดยไม่มีแผนรองรับที่มีประสิทธิภาพ จนทําให้ราคาปาล์มทะลายดิ่งลงต่ำกว่าต้นทุนอย่างผิดปกติภายในเวลาไม่กี่วัน เข้าข่ายการดําเนินการที่ "จุงใจทําให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือทําให้เกิดความปันป่วนซึ่งราคา" ตาม มาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเครือข่ายฯ กําลังรวบรวมหลักฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจรายวันเพื่อรายงาน ต่อรัฐบาลให้ทราบและรับผิดชอบต่อไป
5. หยุดนโยบายฝืนกลไกตลาดที่ทําลายภาคการผลิต เครือข่ายฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาล ทบทวนปรัชญาการทํางาน โดยหันมาใช้การ "ควบคุมราคาแบบลอยตัวสมบูรณ์แบบ" ที่สะท้อน ต้นทุนที่แท้จริงของทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปัจจัยการผลิตของเกษตรกร ต้นทุนพลังงานของโรงงานไปจนถึงค่าขนส่ง
รัฐบาลต้องหยุดใช้มาตรการ "แช่แข็งราคาปลายทาง" โดยการทุบราคา ต้นน้ำ เพราะการฝืนสภาวะเศรษฐกิจจริงจะนําไปสู่การหยุดผลิต สินค้าจะขาดตลาด และทําลาย โครงสร้างการผลิตของประเทศในระยะยาว รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการ "ผู้สั่งการ" มาเป็น "ผู้กํากับดูแล" ให้เกิดการถ่ายทอดราคาอย่างเป็นธรรม (Price Transmission) เพื่อให้เกษตรกรและ ผู้ประกอบการสามารถดําเนินการต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รับผิดชอบความล้มเหลวทางการเมือง
เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและป้องกันการยกระดับการชุมนุม เครือข่ายฯ ขอเรียกร้อง ให้รัฐบาลดําเนินการ 4 ข้อ ดังนี้
1. ผ่อนคลายมาตรการส่งออกทันที เพื่อคืนสมดุลให้โครงสร้างการค้าสากลและรักษา ความเชื่อมั่นคู่ค้าก่อนที่ตลาดส่งออกของไทยจะสูญเสียตลาดในปริมาณการค้า 50,000 ล้านบาท ต่อปี
2. ประกาศใช้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานทันที เพื่อใช้อํานาจซื้อจากภาคพลังงานดูดซับส่วนเกินผลผลิตปาล์มที่มีออกมาวันละ 60,000 ตัน เป็นการแก้ปัญหาด้วยกลไกราคามากกว่า การใช้มาตรการบังคับ และ เป็นการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการใช้พลังงานไบโอดีเซล อย่างทั่วถึงในปริมาณที่พอเพียงกว่าการจําหน่าย B20 ที่มีอยู่บางพื้นที่เท่านั้น และเพิ่มการใช้ B20 เพิ่มตามปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มที่สมดุล
3. ปฏิรูปสู่ " โครงสร้างราคาปาล์มคุณภาพสัมพันธ์" เลิกใช้นโยบายสั่งการรายวัน แต่ให้ ใช้โมเดลราคาที่สภาเกษตรกรแห่งชาตินําเสนอ เพื่อให้ราคาวัตถุดิบขยับตามผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนตามมาตรฐานปาล์มทะลายของไทย และการค้าในตลาดสากล
4. พัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากเอทานอลแอลกอฮอล์ ที่ผลิตได้เองในประเทศ ซึ่ง ขณะนี้มีปริมาณมากพอ ลดต้นทุน และ ทดแทนการนําเข้าเมทานอลแอลกอฮอล์ราคาสูงจาก ต่างประเทศ เป็นมาตรฐานไหม่และมิติไหม่ของการผลิตไบโอดีเซล
"รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่านจาก 'รัฐสั่งการ' เป็น 'รัฐสวัสดิการที่ชาญฉลาด' หากรัฐกังวล รื่องผลกระทบต่อค่าครองชีพ เครือข่ายฯ ขอเสนอให้รัฐบาลยุติการทบราคาปาล์มทั้งระบบ แต่ให้ ใช้มาตรการ 'ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย' (Targeted Subsidy) ผ่านระบบบัตรส่วนลดหรือ สวัสดิการรัฐ มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยโดยตรง เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสินค้าจําเป็นได้ในราคาพิเศษ โดยไม่ไปบิดเบือนกลไกราคาและทําลายรายได้ของเกษตรกรกว่าสีแสน ครัวเรือนทั่วประเทศ"
ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ขอให้รัฐบาลมีคําตอบที่ชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ หากยังคงใช้ความเงียบและ ความคลุมเครือเป็นคําตอบ แกนนําจังหวัดภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียงพร้อมเคลื่อนพลเข้าสู่กระทรวงพาณิชย์เพื่อทวงคืนความยุติธรรมหลังสินสุดเทศกาลสงกรานต์นีทันที
"เราไม่ทวงสัญญาราคาที่กี่บาท แต่เราทวงคืนความเป็นธรรมของโครงสร้างการผลิตปาล์ม น้ำมันและตลาดน้ำมันปาล์มที่ถูกต้อง ชอบธรรม และโครงสร้างราคาปาล์มทะลายแบบคุณภาพ สัมพันธ์ที่คํานวณราคาโดยตรงจากตลาดด้วยความเป็นธรรมต่อเกษตรกร"







