
“ดร.บุรินทร์” แนะปลดล็อกอ้อย-มันสำปะหลัง-ปาล์ม สู่พลังงาน จี้รัฐเร่งปรับนโยบาย
มาเลย์-อินโดฯ-สหรัฐ ดันไบโอดีเซล -SAF เต็มสูบ “ดร.บุรินทร์” แนะปลดล็อก "อ้อย-มัน-ปาล์ม" สู่พลังงาน จี้รัฐเร่งปรับนโยบาย เพิ่มมูลค่าแข่งขันโลก สร้างดีมานด์ระยะยาว ดันราคาเสถียร
KEY
POINTS
- เสนอให้ปรับมุมมองต่ออ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ให้เป็นพืชยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ไม่ใช่แค่สินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ
- เรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาราคาระยะสั้น ไปสู่การเชื่อมโยงภาคเกษตรกับพลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
- แนะให้ใช้กลไกผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ (เอทานอล-ไบโอดีเซล) แบบยืดหยุ่นตามราคาพลังงานโลก พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม เช่น Biorefinery และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเกษตรและพลังงาน ท่ามกลางการปรับโครงสร้างตลาดโลกที่เปลี่ยนจาก “พืชเพื่ออาหาร” ไปสู่ “พืชเพื่อพลังงานและเคมีชีวภาพ” อย่างชัดเจน
ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสินค้าเกษตรอีกต่อไป แต่เป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ในการบริหารพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศจากกระแสความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ทำให้หลายประเทศเร่งใช้นโยบายพลังงานเข้ามาดูดซับผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความมั่นคงด้านพลังงาน
นอกจากนื้ประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐ และบราซิล ต่างเดินหน้านโยบายเชิงรุก โดยเฉพาะมาเลเซียที่ขยับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจาก B10 ไปสู่ B12 และ B15 พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวถึง B20–B30 ขณะที่สหรัฐเพิ่มเป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และผลักดัน SAF เป็นอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต
ดร. บุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายของไทยในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการมองปาล์มน้ำมันเป็นเพียงสินค้าเกษตร ไม่ได้เชื่อมโยงกับนโยบายพลังงานอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้มาตรการที่ใช้ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ เช่น การอุดหนุนหรือแทรกแซงราคา ตามแรงกดดันทางการเมือง ทำให้ความต้องการใช้ในเชิงโครงสร้างไม่ชัดเจน และราคายังคงผันผวน
“เสนอว่า ไทยควรปรับนโยบายสู่การเชื่อมโยงเกษตรกับพลังงานอย่างจริงจัง โดยกำหนดสัดส่วนการผสมเอทานอลและไบโอดีเซลแบบยืดหยุ่นตามกลไกตลาด เช่น หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงเกินระดับที่กำหนด ควรขยับสัดส่วนจาก B7 ไปเป็น B10 หรือ B15 และเพิ่มขึ้นเป็น B20 ได้ในบางช่วง ขณะเดียวกันเมื่อราคาน้ำมันลดลงก็สามารถปรับลดได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ลดการตัดสินใจล่าช้า และช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนได้ชัดเจน”
นอกจากนี้ ยังควรบริหารสต๊อกวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์แบบเรียลไทม์ โดยแยกสัดส่วนระหว่าง “อาหาร” และ “พลังงาน” อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนและลดความผันผวนในตลาด ซึ่งในระยะยาว ควรเร่งส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B100 ในภาคขนส่ง ควบคู่กับการตั้งเป้าหมายการผลิตและใช้ SAF ในระดับภูมิภาค รวมถึงประกาศนโยบายบังคับใช้ทันทีเมื่อกำลังการผลิตพร้อม พร้อมกันนี้ต้องผลักดันอุตสาหกรรม Biorefinery เพื่อสร้างความต้องการใช้วัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่ง การเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจจำเป็นต้องขยับไปสู่การผลิตโอเลโอเคมีและเคมีชีวภาพจากอ้อย มัน และปาล์ม โดยเชื่อมโยงกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น EUDR, CBAM, CORSIA และตลาดคาร์บอน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงเน้นปริมาณหรือการอุดหนุนการส่งออก หากดำเนินนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ราคาพืชเศรษฐกิจหลักมีเสถียรภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งในกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ และ Biorefinery
“โจทย์สำคัญของไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรรายวัน แต่คือการปรับโครงสร้างทั้งระบบ” ดร.บุรินทร์ ระบุ พร้อมเตือนว่า หากยังใช้แนวทางเดิมที่เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น ไทยอาจสูญเสียโอกาสในเวทีเศรษฐกิจโลก แต่หากสามารถเชื่อมโยงนโยบายเกษตร พลังงาน และอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่ความได้เปรียบในระยะยาว







