
สงครามส่อลากยาวข้ามปี GDP ไทยปี 69 เสี่ยงโตแค่ 0.7%-SME ทยอยปิดตัว
ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ส่อยื้อถึงกลางปีถึงลากยาวกลางปีหน้า สภาพัฒน์ประเมิน กรณีเลวร้ายสุด ฉุด GDP ไทยปีนี้โตแค่ 0.7% นักวิชาการชี้มีโอกาสถึง50% คู่ขัดแย้งคุมเชิงแต่ไม่ถล่มเพิ่ม จับตา 1 พ.ค. “ทรัมป์” ขออนุมัติสภาคองเกรสให้อำนาจทำสงครามต่อ SME กระอักต้นทุนพุ่ง ทยอยปิดกิจการ
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่อยืดเยื้อข้ามปี อาจฉุดให้เศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 เติบโตได้ต่ำสุดเพียง 0.7% ในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด จากผลกระทบของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
- ผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ทำให้หลายธุรกิจประสบปัญหาสภาพคล่อง ขาดแคลนวัตถุดิบ และจำเป็นต้องทยอยปิดกิจการลง
- ผลกระทบหลักเกิดจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกที่หยุดชะงัก ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการผลิต การขนส่ง และการท่องเที่ยว ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยปี 2569 หลังรับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากกรณีฐานก่อนวิกฤตเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2% ภายใต้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อ 0.2% แต่หากสถานการณ์ตึงเครียดยกระดับ เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ได้ประเมินฉากทัศน์ที่ 1 หากสงครามยุติในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ราคาพลังงานจะทยอยลดลงในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ GDP ไทยขยายตัว 1.4% เงินเฟ้อ 2.9% และราคาน้ำมันเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 กรณีสงครามยืดเยื้อถึงปลายปีจะกดดันห่วงโซ่อุปทานโลก เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน เงินเฟ้อเร่งขึ้นเป็น 4.6% ราคาน้ำมันแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ GDP ไทยชะลอเหลือ 0.8%
ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 ซึ่งรุนแรงที่สุด หากความขัดแย้งลุกลามทั้งภูมิภาคและยืดเยื้อถึงปี 2570 จะดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ราคาน้ำมันเฉลี่ย 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยพุ่ง 4.9% และ GDP ปี 2569 อาจขยายตัวต่ำสุดเพียง 0.7% สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อแรงกระแทกด้านพลังงานและเงินเฟ้อโลกอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดียังมีความเห็นของนักวิชาการและภาคเอกชนได้ออกมาประเมินฉากทัศน์และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สาม
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินฉากทัศน์ของสงครามนับจากนี้ไว้ 3 ฉากทัศน์คือ 1.สถานการณ์คลี่คลาย โดยการเจรจาสามารถตกลงกันได้ มีน้ำหนักโอกาสความเป็นไปได้ 20%
2.ยื้อกันต่อไปโดยสถานการณ์ยังเป็นไปแบบปัจจุบัน โดยยังคุมเชิงกันอยู่ แต่ไม่ยิงกัน มีโอกาสความเป็นไปได้ 50% และ 3.กลับมาสู้รบกันรุนแรงเพราะต่างฝ่ายไม่สามารถยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่ายได้ ซึ่งเป็นฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด มีโอกาสความเป็นไปได้ 30%
“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ อำนาจตามกฎหมายการทำสงคราม (War Resolution) 60 วันของโดนัลด์ ทรัมป์ จะหมดลง หากจะสู้ต่อต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเรตติ้งของทรัมป์ตอนนี้ตกต่ำมาก พอๆ กับสมัยจอร์จ ดับเบิลยู บุช ช่วงบุกอิรัก การเจรจาตอนนี้จึงยังซับซ้อนเพราะโจทย์ใหญ่คือมีเรื่อง การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านและความมั่นคงในภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องที่สหรัฐไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองนิวเคลียร์”
ทั้งนี้จะส่งผลให้ราคาพลังงาน และน้ำมันของไทยและโลกยังอยู่ในระดับสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการส่งออกของไทยที่จะขยายตัวลดลงอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยส่งออกไทยทั้งปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ระดับ 2-3% จากปีที่ผ่านมาขยายตัวเกือบ 13%
ภาคผลิต-ท่องเที่ยวกระทบหนัก
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สาม ได้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยอย่างน้อยใน 2 ด้านหลักคือ 1.ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เวลานี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง
2. ห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน)) และโลจิสติกส์ โดย เส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางมีปัญหา กระทบการขนส่งวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่ม ปิโตรเคมี เช่น แนฟทา ที่ใช้ผลิตเม็ดพลาสติก และกระทบไปถึงเรื่องปุ๋ยด้วย
“ผลกระทบจากสถานการณ์เวลานี้ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกผันผวนในทิศทางชะลอตัว และมีความเปราะบาง เงินเฟ้อสูงขึ้น ทำให้ราคาของกินของใช้ ค่าน้ำมัน และค่าไฟแพงขึ้นหมด กำลังซื้อคนลดลง ภาคท่องเที่ยวก็กระทบหนักเพราะ ค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้ GDP ไทยปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 1.2 - 1.5% ซึ่งถอยหลังลงจากปีที่แล้วที่โตกว่า 2%”
ผู้ที่รับศึกหนักที่สุดในครั้งนี้คือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่บอบช้ำต่อเนื่องมาหลายระลอกแล้ว จากต้นทุน ที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น บางอุตสาหกรรมขาดแคลนวัตถุดิบเช่นอุตสาหกรรมพลาสติก ทำให้หลายโรงงานต้องปิดตัวไป และกระทบต่อการเลิกจ้างงานหลายพันคนตามมาหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ในหลายอุตสาหกรรมอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ตามมาอีก
โงงานขาดสภาพคล่องชะลอผลิต
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า จากการประเมินความขัดแย้งของสงครามตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้หลายคนคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะจบลงภายใน 1 เดือน แต่ปัจจุบันลากยาวมาถึง 60 วัน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบหนักขึ้นไปอีกขั้นและยังไม่มีความแน่นอนว่าจะยุติเมื่อใด
จุดที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดคือเรื่องราคาน้ำมัน พี่พุ่งขึ้นสู่จนฉุดไม่อยู่ และปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเริ่มขยับมาอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจสามารถใช้เป็นฐานในการคำนวณต้นทุนได้บ้างแล้ว นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ในขณะที่รายได้ของแต่ละภาคส่วนไม่ได้เพิ่มตาม
“สินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ กลุ่มที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับพลังงาน เช่น ค่าขนส่ง, บรรจุภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ราคาต้นทุนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สินค้าที่แข่งขันสูงก็ปรับราคาขึ้นตามได้ยาก เพราะหากตั้งราคาสูงเกินไปจะเกิดการไหลเข้าของสินค้าต้นทุนต่ำจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและตลาดอาจหายไป”
เริ่มรับมือไม่ไหวห่วงปิดตัวเพิ่ม
ในสถานการณ์นี้ถือว่าเกิดวิกฤตสภาพคล่องของ SMEs เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาเงินหมุนเวียน โรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่งเริ่มชะลอการผลิต เนื่องจากขายของยากขึ้น ทั้งไม่กล้าผลิตสต็อกสินค้าเพราะทนแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว และหวั่นเกิดปัญหาที่หนักกว่าการขาดทุน คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อออกไปอีกและยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการเหล่านี้จะรับมือได้สูงสุดอีกเพียง 3-6 เดือน และจะล้มหายตายจากห่วงโซ่ของธุรกิจไป
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า หากมองอีกมุมในวิกฤตนี้ยังมีโอกาส สำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นจะเป็นแรงกดดันให้เกิดประเทศไทยก้าวสู่พลังงานทางเลือกเร็วขึ้น เช่น การหันไปใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ โซลาร์เซลล์ ตามบ้านเรือน ช่วยให้ประชาชนหันมาสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไม่หวังพึ่งภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ส่วนภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวหรือปรับโมเดลธุรกิจสู่อนาคต จะหวังพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียวคงไม่ไหว ต้องจับมือกับพาร์ทเนอร์ ผสมผสานกับธุรกิจออนไลน์ รวมถึงต้องรักษาคุณภาพสินค้าขั้นพื้นฐานให้ดีในราคาที่แข่งขันได้ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมักใช้การเปรียบเทียบราคาเป็นหลัก และแน่นอนรัฐบาลควรช่วยเหลือประชาชนโดยเน้นให้เกิด “ความยั่งยืนและการสร้างอาชีพ” มากกว่าการให้เงินเพียงอย่างเดียว
จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้าง 5 ด้าน
ขณะที่นายแสงชัย ธีรกุล-วาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์ เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อนานกว่า 2 เดือน กำลังส่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคเอสเอ็มอีซึ่งเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกโดยผู้ประกอบการต้องเผชิญแรงกระแทกรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และโลจิสติกส์ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่ทยอยขึ้นราคาในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะร้านอาหารและบริการ จำเป็นต้องปรับราคาสินค้า ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงจากค่าครองชีพ ที่เพิ่มขึ้น
ในเวลาเดียวกัน ปัญหาหนี้ทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจเริ่มเปราะบางมากขึ้น สะท้อนผ่านหนี้เสีย (NPL) และหนี้นอกระบบที่ขยายตัว กระทบสภาพคล่องโดยตรง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งผลิตภาพแรงงาน การขาดทักษะ และการปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ ทำให้หลายธุรกิจเริ่มลดต้นทุนด้วยการลดการจ้างงานหรือปิดกิจการ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจลุกลามกระทบเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
ข้อเสนอสำคัญคือการเร่งเปลี่ยนแรงกดดันระยะสั้นให้เป็นโอกาสระยะยาว ผ่านแนวคิด “ไทยช่วยไทย” โดยผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) พัฒนาแพลตฟอร์มการค้าไทยเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ และยกระดับทักษะแรงงานควบคู่การใช้เทคโนโลยี ทั้งนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก ครอบคลุมพลังงาน แหล่งทุน กำลังคน กติกา และระบบเศรษฐกิจ เพื่อเสริมความสามารถแข่งขันและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในระยะยาว







