
จับตาสหรัฐถล่มอิหร่านแบบฉับพลัน ดันราคาน้ำมันพุ่งรอบใหม่ ทุบ SME ไทยล้มระนาว
ส.อ.ท.ชี้วิกฤตตะวันออกกลางส่ออุณหภูมิเดือด ดันต้นทุนพลังงานพุ่งต่อเนื่อง กระทบลูกโซ่ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม เหล็ก ปิโตรเคมี และภาคเกษตรที่พึ่งพาปุ๋ยต่างประเทศโดนเต็ม ๆ เตือนช่วงอันตราย สงครามสหรัฐ-อิหร่านเสี่ยงปะทุรอบใหม่ กรณีเลวร้ายสุดอาจดันน้ำมันแตะ 150 ดอลลาร์ฉุดเศรษฐกิจไทย-โลก
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความเสี่ยงที่จะทวีความรุนแรงจนอาจเกิดการโจมตีแบบฉับพลัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางพลังงานโลกโดยตรง
- หากสถานการณ์เลวร้ายลง อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบต้นทุนภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และเกษตรของไทยอย่างรุนแรง
- ผู้ประกอบการ SME ไทยตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ลดลง มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดกิจการหากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรง กำลังกลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผ่านราคาพลังงาน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนมายังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และภาคเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-22 เมษายน 2569 สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและราคาน้ำมันทรงตัว แต่ความตึงเครียดได้กลับมาปะทุอีกครั้ง หลังสหรัฐใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน จากช่วงเริ่มต้นของสงครามได้เกิดเหตุการณ์โจมตีผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตหลายราย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นระหว่างคู่ขัดแย้งพังทลายลง
สำหรับฉากทัศน์หลังจากนี้ยังต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด (ล่าสุด 22 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ยังปิดล้อมท่าเรืออิหร่านต่อ) หากการเจรจารอบใหม่ไม่เกิดขึ้นหรือไม่สามารถหาข้อยุติได้ มีโอกาสที่สหรัฐจะเปิดฉากโจมตีและยึดพื้นที่แบบเฉียบพลันต่ออิหร่านในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งกรุงเตหะราน และช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่านทั้งสะพาน โรงไฟฟ้า และโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ และกระทบต่อเส้นทางพลังงานโลกโดยตรง
“หากเกิดสถานการณ์เลวร้าย ราคาน้ำมันอาจพุ่งจากระดับ 100 ดอลลาร์ ไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ GDP โลก และไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงาน” นายเกรียงไกร กล่าว
สำหรับผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 48 กลุ่มของ ส.อ.ท. พบว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักและลึก ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งใช้พลังงานเข้มข้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่พึ่งพาวัตถุดิบจากน้ำมัน และภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ย เนื่องจากความเสี่ยงด้านซัพพลายและต้นทุนการนำเข้า นอกจากนี้ ต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันภัยจากความเสี่ยงสงครามมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมปรับตัวขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้า กระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง
ในมิติของผู้ประกอบการ SMEs นายเกรียงไกรยอมรับว่า สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในภาวะเปราะบางอย่างมาก โดยเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว “SME มีโอกาสรอดน้อยมาก หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน” เขากล่าว พร้อมสะท้อนภาพค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ราคาอาหารตามสั่งที่ขยับจาก 40-50 บาท เป็น 60-70 บาทต่อจาน
แม้รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 5 แสนล้านบาท รวมถึงแนวคิดปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% เพื่อจัดเก็บรายได้เพิ่ม แต่ยังมีข้อถกเถียงในสังคมถึงความเหมาะสม
ประธาน ส.อ.ท. เสนอว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะความล่าช้าของระบบราชการและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ “ถึงเวลาที่ต้องลงมือทำมากกว่าพูด เพราะตอนนี้ออกซิเจนของ SME กำลังจะหมดถัง ยิ่งช้า ก็ยิ่งล้มมากขึ้น” นายเกรียงไกร กล่าว
อย่างไรก็ดีในระยะถัดไป ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการบริหารต้นทุน การใช้พลังงานทางเลือก และการกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการที่ตรงจุด ทันเวลา และเข้าถึงได้จริง เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้







