thansettakij
thansettakij
“ปิยะรัฐชย์” ปักธงเกษตรใหม่ ใช้บิ๊กดาต้าคุมผลผลิต ดันอาหารแลกพลังงาน

“ปิยะรัฐชย์” ปักธงเกษตรใหม่ ใช้บิ๊กดาต้าคุมผลผลิต ดันอาหารแลกพลังงาน

23 เม.ย. 69 | 17:00 น.

เปิดตัว “ปิยะรัฐชย์” รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ป้ายแดง โชว์วิสัยทัศน์ หลังรับตำแหน่งเตรียม ปักธงเกษตรใหม่ ใช้บิ๊กดาต้าคุมผลผลิต ดันอาหารแลกพลังงาน

KEY

POINTS

  • นำ Big Data ที่มีความแม่นยำสูงมาใช้วางแผนการผลิตล่วงหน้า เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ
  • เสนอโมเดลเศรษฐกิจใหม่ "Food Insurance" หรือการประกันอาหาร โดยใช้สินค้าเกษตรแลกเปลี่ยนกับพลังงานจากประเทศคู่ขัดแย้ง
  • มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรภายใต้นโยบาย "ตลาดนำ นวัตกรรมร่วม และเพิ่มรายได้" พร้อมปฏิรูปสหกรณ์ให้มีกำไร

จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและแข่งขันได้ในเวทีโลก 

การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ “นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” โดยได้รับมอบหมายจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กำกับดูแล 6 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) องค์การสะพานปลา และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จึงมีความท้าทายอย่างยิ่ง

 

“ปิยะรัฐชย์” ปักธงเกษตรใหม่ ใช้บิ๊กดาต้าคุมผลผลิต ดันอาหารแลกพลังงาน

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สำหรับแนวทางการทำงาน จะยึดนโยบายหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมร่วม และเพิ่มรายได้” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงมากขึ้น เน้นการใช้ Big Data ที่มีความแม่นยำไม่ต่ำกว่า 95% เพื่อวางแผนการผลิตล่วงหน้าให้กับเกษตรกร และการปฏิรูปสหกรณ์ไทยจากสถานะ “ตัวเลขสีแดง” ให้กลายเป็น “ตัวเลขสีเขียว” ที่สามารถสร้างผลกำไรและปันผลคืนสู่สมาชิกได้อย่างแท้จริง ควบคู่การเสนอโมเดลเศรษฐกิจแนวใหม่ที่เรียกว่า “Food Insurance” หรือ ประกันอาหาร โดยใช้จุดแข็งของไทยในฐานะครัวโลก เข้าไปแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับพลังงานจากประเทศคู่ขัดแย้งในภาวะสงคราม ซึ่งถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของการค้าโลกที่น่าจับตามอง

 

ใช้ Big Data สกัดราคาตกซ้ำซาก

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า ได้วางไทม์ไลน์ในการรวบรวมข้อมูลของแต่ละกรมเพื่อปรับปรุงงบประมาณและนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะให้ความสำคัญกับกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ใกล้ชิดเกษตรกรและเข้าใจปัญหาปากท้องที่รอไม่ได้

“สินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำซ้ำซาก ปัญหาที่ผ่านมาคือการขาดตัวเลขผลผลิตที่แท้จริง จึงสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งจัดทำ Big Data ข้อมูลผลผลิตรายไตรมาสที่มีความแม่นยำอย่างน้อย 95% ขึ้นไป เพื่อส่งต่อให้กระทรวงพาณิชย์นำไปวางแผนหาตลาดรองรับล่วงหน้า หากข้อมูลไม่นิ่งผลผลิตเพียง 15% ที่เกินมาก็สามารถทำให้กลไกล้นตลาดได้”

ในส่วนของการบริหารงานสหกรณ์ จะนำประสบการณ์จากการบริหาร Back Office สโมสรฟุตบอล มาปรับใช้ โดยตั้งเป้าหมายเปลี่ยนสถานะทางการเงินของสหกรณ์ที่มีหนี้สิน เพราะส่วนตัวไม่ชอบตัวเลขสีแดง แต่ต้องการตัวเลขสีเขียว หากสหกรณ์ใดมีตัวเลขติดลบเกิน 50% ถือว่า KPI ไม่ผ่าน โดยจะต้องเร่งวิเคราะห์ปัญหาและผลักดันให้สหกรณ์กลับมามีกำไร เพื่อคืนปันผลและลดต้นทุนให้สมาชิกได้อย่างแท้จริง

 

ผุดไอเดีย “Food Insurance”

ท่ามกลางภาวะสงครามและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มองว่าเป็นความท้าทายในฐานะที่ไทยเป็น “ครัวโลก” โดยมีแนวคิดส่วนตัวในการผลักดันโมเดล “Food Insurance” หรือประกันอาหาร สำหรับประเทศคู่ขัดแย้งที่ขาดแคลนอาหาร โดยไทยจะทำหน้าที่เป็นผู้ส่งออกอาหารเพื่อแลกเปลี่ยน (Trade) กับพลังงานกลับคืนมาให้คนในประเทศ ซึ่งโมเดลดังกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการระบายสินค้าเกษตรแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อมกัน โดยเตรียมหารือร่วมกับทีมรัฐมนตรีและนำเสนอนายกรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้

 

ควบคู่กับการขับเคลื่อนบทบาทกระทรวงเกษตรจากผู้กำกับดูแล สู่ผู้อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรทำมาหากินได้ง่ายที่สุด พร้อมกันนี้ยังดึงคนรุ่นใหม่ (Smart Farmer) เข้าสู่ภาคเกษตรด้วยการนำงานวิจัยจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. มาใช้ในรูปแบบ Copy and Development เพื่อความรวดเร็วในการก้าวกระโดด

ในด้านการผลิตที่ ตั้งเป้า เพิ่ม Productivity หรือผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เช่น การเพิ่มผลผลิตข้าวจาก 1 ตัน เป็น 2 ตันต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นแม้ราคาตลาดจะทรงตัว นอกจากนี้ยังสั่งการให้กรมพัฒนาที่ดินทำงานเชิงรุกด้วยการตรวจสภาพดินทั่วประเทศ เพื่อให้คำแนะนำเกษตรกรว่าโซนไหนควรปลูกพืชชนิดใดเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผ่านแปลงตัวอย่าง เพื่อให้เกษตรกรเชื่อมั่นในนวัตกรรมหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพราะเกษตรกรจะเชื่อในสิ่งที่เห็นจริงมากกว่าคำสั่ง

 

ปรับค่าตอบแทน อกม.ตามภารกิจ

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า ทุกกรมมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว แต่เราต้องมองปัญหาให้เป็นผลดี จะไม่เข้าไปสั่งย้ายคนนั้นคนนี้ แต่จะดูว่าใครเหมาะกับงานตรงไหน โดยจะติดตามงานทุกจังหวัด อย่างล่าสุดได้ชมไลฟ์สดเรื่องมังคุด ทุเรียนที่จันทบุรี ซึ่งอยากฟังปัญหาจากหน้างานจริง แม้แต่เรื่องอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ก็อยากไปดูว่าเขาขาดเหลือเครื่องมืออะไร เพราะใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุด

“ในส่วนเบี้ยเลี้ยงรายเดือน อกม.ถามกันมาเยอะมากว่าจะได้ไหม ซึ่งได้ไปถอดบทเรียนจากอดีต สมัยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรัฐมนตรีเกษตรฯ  เคยมีความพยายามเสนอเรื่องเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้กับ อกม. แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ยื่นแล้วตกไป แต่ก็มีแนวคิดที่จะหาทางออกใหม่ โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการให้เบี้ยเลี้ยงรายเดือน เป็นการจ่ายตามภาระงานหรือ “Job by Job” แทน เพื่อช่วยลดภาระ เช่น ค่าความร้อน ค่าเดินทาง หรือค่าน้ำมันรถในการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรและประสานงานกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพราะปัจจุบัน อกม. ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้เอง"

อย่างไรก็ตามอยากจะบอกเกษตรกรทั่วประเทศ ยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ไม่ให้ผิดหวัง รวมถึง นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯก็มีแนวคิดเดียวกัน เน้นลงพื้นที่จริง ไปดูจุดที่มีปัญหาถึงบ้านถึงไร่นา เพื่อถอดบทเรียนและแก้ไขให้เป็นตัวอย่าง เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรฯ ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่ถอยหลัง

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,195 วันที่ 26 - 29 เมษายน พ.ศ. 2569