thansettakij
thansettakij
สับปะรดล้นตลาด! เสี่ยงหลุด 3 บาท/กก. โรงงานรับไม่ไหว จ่อเน่าคาสวน

สับปะรดล้นตลาด! เสี่ยงหลุด 3 บาท/กก. โรงงานรับไม่ไหว จ่อเน่าคาสวน

19 เม.ย. 69 | 09:00 น.

วิกฤตสับปะรดโรงงานระอุ ชาวไร่หวั่นราคาดิ่งต่ำกว่า 3 บาท/กก. ซ้ำรอยเน่าคาสวน เหตุผลผลิตล้น-โรงงานรับซื้อจำกัด ร้อง “ปิยะรัฐชย์” รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ เร่งหามาตรการรองรับ หลังสภาพอากาศเป็นใจดันผลผลิตพุ่ง ขณะพื้นที่จ.ประจวบฯ แหล่งปลูกใหญ่ผวาแล้ง ทุบผลผลิตวูบ

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ว่าผลผลิตสับปะรดจะล้นตลาดในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ราคาเสี่ยงตกต่ำลงกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม
  • โรงงานแปรรูปมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมาก อาจนำไปสู่การจำกัดโควตารับซื้อจากเกษตรกร
  • เกษตรกรเผชิญความเสี่ยงไม่สามารถขายผลผลิตได้ทันเวลา ทำให้สับปะรดที่แก่จัดอาจเน่าเสียคาสวนเป็นจำนวนมาก

จากปี พ.ศ. 2568  มีสภาพอากาศที่มีความเหมาะสมต่อการติดดอกออกผลของสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ในฤดูกาลผลิตปี  2569 จะมีการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน  เข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเพื่อนำไปแปรรูปผลผลิตออกจำหน่ายสู่ ซึ่งจากการประสานงานข้อมูลกับทางสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย และโรงงานผู้ผลิตสับปะรด ทุกฝ่ายมีการคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีผลผลิตทั่วประเทศมากเกินกำลังการผลิตของโรงงานมากกว่าทุกปี

นายเพชร บุญเป็ง ประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดโรงงานจังหวัดเชียงราย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์สับปะรดโรงงานในขณะนี้ว่า เกษตรกรมีความกังวลอย่างมากว่าราคาสับปะรดหน้าสวนอาจจะตกต่ำลงไปเหลือไม่เกินกิโลกรัม(กก.)ละ 3 บาท หรืออาจจะต่ำกว่านั้น และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าราคาคือ ความเสี่ยงที่จะขายสินค้าไม่ได้ เนื่องจากผลผลิตในปีนี้มีแนวโน้มออกมาพร้อมกันจำนวนมาก

ปัจจุบันโรงงานสับปะรดที่ยังเปิดดำเนินการมีประมาณ 14 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 5,200 ตันต่อวัน และหากเร่งเดินเครื่องเต็มที่รวมการทำงานล่วงเวลา(โอที)จะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ตันต่อวันหากผลผลิตออกมาเกินกว่านี้ จะนำไปสู่ปัญหาการจำกัดโควตาการรับซื้อหรือ “การแจกบิล” ให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวได้เพียงวันละ 1,000-1,500 กก.ต่อราย ซึ่งหากเก็บเกี่ยวไม่ทันสับปะรดที่แก่จัดจะเน่าเสียคาสวน ดังที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน

สับปะรดล้นตลาด! เสี่ยงหลุด 3 บาท/กก. โรงงานรับไม่ไหว จ่อเน่าคาสวน

 “สาเหตุที่ผลผลิตปีนี้มีจำนวนมากเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นยาวนานในช่วงต้นฤดูหนาว เอื้อต่อการติดลูกของสับปะรด ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงงานยังเผชิญความกังวลเรื่องสถานการณ์สงครามที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางเรือ  ทำให้การส่งออกสับปะรดกระป๋องทำได้ยากขึ้น”

 อย่างไรก็ตาม นายเพชรชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่อาจช่วยบรรเทาวิกฤตของล้นตลาดในภาคเหนือและภาคอีสาน คือสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกอันดับต้น ๆ  ของประเทศ แล้งมาเกือบ 20 วันแล้ว ทำให้ลูกสับปะรดที่กำลังโตมีขนาดเล็กลง จากเดิมมีขนาดกิโลฯครึ่งเหลือเพียงกิโลฯเดียว ประกอบกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมาก ทำให้ชาวไร่ทางนั้นสู้ต้นทุนการบรรทุกน้ำไปรดน้ำสับปะรดไม่ไหว หากผลผลิตทางภาคตะวันตกลดลงประมาณ 1 ใน 3 จะช่วยให้พื้นที่เชียงราย ลำปาง และภาคอีสาน รอดพ้นจากภาวะล้นตลาดได้

นอกจากนี้อยากจะย้ำให้เกษตรกรเร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อรักษาแจ้งสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจากการช่วยเหลือจากภาครัฐจำเป็นต้องอ้างอิงฐานข้อมูลในระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงรายที่มีแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ปลูกเป็นจำนวนมาก การขึ้นทะเบียนจะช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง

สับปะรดล้นตลาด! เสี่ยงหลุด 3 บาท/กก. โรงงานรับไม่ไหว จ่อเน่าคาสวน

ล่าสุด นายเพชรได้เข้ายื่นหนังสือต่อนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อขอให้พิจารณานโยบายช่วยเหลือเกษตรกร และเร่งหาทางออกก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดพร้อมกันจนเกิดวิกฤต โดยปัจจุบันเริ่มมีการระบายผลผลิตบางส่วนไปยังโรงงานผลิตสุราและกลุ่มผู้ทำสับปะรดปอกชิ้น ซึ่งช่วยระบายของตกเกรดได้ในระดับหนึ่ง

ด้าน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานราคาสับปะรดโรงงานที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กิโลกรัม(กก.)ละ 6.78 บาท  ลดลงจากเดือนมกราคมอยู่ที่ 5.96 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาสับปะรดบริโภคที่เกษตรกรขายได้เดือนกุมภาพันธ์เฉลี่ย กก. 10.93 บาทเพิ่มขึ้นจาก 10.56 บาทของเดือนมกราคม แต่ลดลงจาก 16.65 บาทต่อกก. ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,193 วันที่ 19 - 22 เมษายน พ.ศ. 2569