
ดันสับปะรดไทยบุกสหรัฐ ไม่ต้องฉายรังสี ลุ้นปิดดีลไตรมาส 2 เพิ่มมูลค่าส่งออก
กรมวิชาการเกษตรเร่งเจรจาสหรัฐ ปลดล็อกส่งออกสับปะรดสดไม่ต้องฉายรังสี เพิ่มศักยภาพแข่งขันในตลาดพรีเมียม คาดชัดเจนไตรมาส 2 นี้ หนุนราคา–รายได้เกษตรกร พร้อมยกระบบสุขอนามัยพืชไทยสู่มาตรฐานโลก
KEY
POINTS
- กรมวิชาการเกษตรเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อผลักดันการส่งออกสับปะรดผลสดกลุ่ม “สมูท คาเยน” โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฉายรังสี
- การยกเลิกข้อกำหนดการฉายรังสีจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าการส่งออกสับปะรดไทย
- คาดว่ากระบวนการพิจารณาและประกาศข้อกำหนดใหม่ของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนและสามารถปิดดีลได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569
กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านสุขอนามัยพืชกับสหรัฐอเมริกา หวังปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญในการส่งออก “สับปะรดผลสด” ของไทย โดยตั้งเป้าให้สามารถส่งออกไปยังตลาดสหรัฐโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฉายรังสี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสดของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ได้หารือร่วมกับ Dr. Matthew Messenger รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและโอเชียเนีย ด้านการจัดการสุขอนามัยพืช หน่วยงาน Plant Protection and Quarantine ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA-APHIS) และคณะ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีด้านสุขอนามัยพืช (Plant Health Bilateral Meeting) ระหว่างวันที่ 18–20 มีนาคม 2569 ณ กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ
การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีความร่วมมือสำคัญที่ไทยและสหรัฐจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อหารือแนวทางอำนวยความสะดวกทางการค้าและแก้ไขอุปสรรคด้านมาตรการสุขอนามัยพืช (SPS) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตร
ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การผลักดันให้สับปะรดผลสดกลุ่ม “สมูท คาเยน” (Smooth Cayenne) ของไทย เช่น พันธุ์ปัตตาเวีย บ้านคา ห้วยมุ่น และเพชรบุรี 2 สามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่ต้องผ่านการฉายรังสีหรือกระบวนการบำบัดด้านสุขอนามัยพืชก่อนส่งออก ซึ่งปัจจุบันถือเป็นต้นทุนและข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการพิจารณาและประกาศข้อกำหนดใหม่ของสหรัฐจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 2 ของปี 2569 หากบรรลุผล จะช่วยลดขั้นตอนการส่งออก เพิ่มความคล่องตัวทางการค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสับปะรดไทย ทั้งในรูปผลสดและผลิตภัณฑ์ตัดแต่ง
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุเพิ่มเติมว่า กรมฯ เตรียมเชิญผู้ประกอบการส่งออก สมาคม และสหกรณ์ผู้ผลิตสับปะรด เข้าหารือในช่วงต้นเดือนเมษายน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดใหม่ของ USDA ที่อยู่ระหว่างการประกาศใน Federal Register ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการส่งออกของไทย
นอกจากการผลักดันสินค้าเฉพาะรายการแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในประเด็นการขยายตลาดสินค้าเกษตร (market access) การลดอุปสรรคทางการค้า และการเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรในระยะยาว เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรระหว่างไทยและสหรัฐ
ในระหว่างการประชุม คณะผู้แทนจากสหรัฐยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสับปะรดผลสดและโรงคัดบรรจุของวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสับปะรดหวาน อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิต “สับปะรดบ้านคา” สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่มีจุดเด่นด้านรสชาติหวานฉ่ำ ไม่กัดลิ้น มีกลิ่นหอม เนื้อเนียนละเอียด และสีเหลืองสวย
สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากพื้นที่ดังกล่าว ปลูกครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ จอมบึง ปากท่อ สวนผึ้ง และบ้านคา ถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีศักยภาพสูงในการเจาะตลาดพรีเมียมในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนยังได้เยี่ยมชมโรงคัดบรรจุผลไม้ส่งออก และโรงงานฉายรังสีของศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี เพื่อประเมินระบบควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรการสุขอนามัยพืชของไทย
การตรวจเยี่ยมดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการผลิตและการกำกับดูแลของไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สหรัฐพิจารณาผ่อนคลายมาตรการนำเข้าในอนาคต
หากการเจรจาครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสับปะรดไทย ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจภาคเกษตรโดยรวมในระยะยาว






