
ชาวนาระทม ‘น้ำมันแพง-ปุ๋ยพุ่ง- ข้าวเปลือกราคาถูก’ ขาดทุนตั้งแต่หว่าน
นายกสมาคมชาวนาฯ สะท้อนต้นทุนทำนาพุ่งไม่หยุด จากแรงกระแทกน้ำมัน-ปุ๋ยแพง ดันต้นทุนเกิน 7,000 บาทต่อไร่ ขณะข้าวเปลือกยังจมราคาต่ำ ชี้ชาวนาขาดทุนตั้งแต่เริ่ม จี้รัฐเร่งแก้ 5 ปัญหาเร่งด่วน ก่อนวิกฤตลุกลามทั้งระบบการผลิต
KEY
POINTS
- ชาวนาเผชิญวิกฤตต้นทุนการผลิตพุ่งสูง ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่ปรับตัวขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการทำนาต่อไร่สูงเกิน 7,000 บาท
- ราคาข้าวเปลือกตกต่ำสวนทางกับต้นทุน โดยขายได้เพียงตันละ 5,500-6,000 บาท ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ไม่ถึงหนึ่งตัน ส่งผลให้ชาวนาขาดทุนตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก
- สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน ได้แก่ ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย การจัดการน้ำ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ และการพยุงราคาข้าว
วิกฤตต้นทุนการผลิตภาคเกษตรกำลังกดดัน “ชาวนาไทย” อย่างหนัก หลังราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตพุ่งสูงต่อเนื่อง สวนทางราคาข้าวเปลือกที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จนเกิดภาวะ “ต้นทุนแซงรายได้” อย่างชัดเจน
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ชาวนาในปัจจุบันว่า แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะเริ่มปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 42.90 บาทต่อลิตร แต่เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยอยู่ต่ำกว่า 30 บาท ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการทำนาอย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7,000 บาทต้น ๆ ต่อไร่ จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่เคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 50 บาทต่อลิตร ประกอบกับราคาปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ต้นทุนขึ้นหมด ทั้งค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ค่ายา แต่ราคาข้าวกลับสวนทาง ปัจจุบันข้าวเปลือกขายได้เพียง 5,500-6,000 บาทต่อตัน ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ก็ไม่ถึง 1 ตัน เท่ากับชาวนาขาดทุนตั้งแต่เริ่มปลูก” นายปราโมทย์ กล่าว และอธิบายว่า
น้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักที่กระทบทุกขั้นตอนของการทำนา ตั้งแต่การสูบน้ำเข้านา การเตรียมดิน การเก็บเกี่ยว รวมถึงการจัดการฟางข้าว โดยเฉพาะในกรณีที่มีการจำกัดการเผาฟาง ชาวนาจำเป็นต้องใช้น้ำหมักเพื่อย่อยสลาย ซึ่งต้องอาศัยการสูบน้ำต่อเนื่อง เพิ่มภาระค่าน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากต้นทุนน้ำมันแล้ว ราคาปุ๋ยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดัน โดยปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 จากเดิมกระสอบละประมาณ 800 บาท ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 1,200-1,500 บาท สะท้อนการปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่ในตลาดยังพบพฤติกรรมกักตุนสินค้าและทยอยปรับราคาขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น
นายปราโมทย์ยังตั้งข้อสังเกต ถึงการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐ โดยมองว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง เนื่องจากเป็นน้ำมันจากสต็อกเดิม แต่กลับนำมาจำหน่ายในราคาที่อ้างอิงสถานการณ์โลก ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรง
ในขณะเดียวกัน ปัญหาการเข้าถึงน้ำมันก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความเดือดร้อน โดยมีรายงานว่าปั๊มน้ำมันบางแห่งจำกัดการจำหน่ายใส่แกลลอน ทำให้ชาวนาที่ต้องนำน้ำมันไปใช้กับเครื่องจักรในพื้นที่เกษตรไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้อย่างเพียงพอ
สำหรับมาตรการภาครัฐในการดูดซับผลผลิตข้าวเปลือก เช่น โครงการรับซื้อหรือดูดซับข้าว 1 ล้านตัน ยังไม่มีความชัดเจนและล่าช้า ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวกำลังจะสิ้นสุดลง ทำให้ชาวนาไม่สามารถพึ่งพากลไกดังกล่าวได้ทันเวลา
“ตอนนี้ชาวนาหลายรายเริ่มคิดว่าจะทำนาแค่พอกิน เพราะยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ทั้งค่าเช่านาและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายปราโมทย์ กล่าว
ทั้งนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้เสนอ 5 ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ได้แก่ 1. ราคาน้ำมัน 2. ราคาปุ๋ยและสารเคมี 3. การบริหารจัดการแหล่งน้ำ 4. คุณภาพเมล็ดพันธุ์ และ 5. การประกันหรือพยุงราคาข้าวเปลือก
นายปราโมทย์ย้ำว่า หากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาใน 5 ด้านดังกล่าวได้ จะช่วยให้ชาวนาสามารถประคองตัวและดำรงอาชีพต่อไปได้ แต่หากยังปล่อยให้ต้นทุนพุ่งสูง ขณะที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่วิกฤตหนี้สินและการลดลงของพื้นที่เพาะปลูกในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคการเกษตรไทยที่ยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งหากไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้างเข้ามารองรับ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







