
หลังสงกรานต์เจอของจริง! ปิดปั๊ม 4 ทุ่ม "เอกชน" สวนไม่ได้ผล ชงลดภาษี-ค่าไฟ
“เอกชน” อัดมาตรการปิดปั๊มหลัง 4 ทุ่ม หลังเมษายนนี้ไม่ได้ผล ชี้คนรัดเข็มขัดจนถนนเงียบอยู่แล้ว แนะรัฐแก้ที่โครงสร้าง หั่นภาษีสรรพสามิตเพิ่ม 6 บาท พร้อมชงฟื้น “คนละครึ่ง” 30 ล้านสิทธิ์ อัดฉีดเงินกู้วิกฤต SME
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนไม่เห็นด้วยกับมาตรการภาครัฐที่เตรียมสั่งปิดปั๊มน้ำมันเวลา 22.00 - 05.00 น. โดยชี้ว่าไม่ได้ผลจริงในการลดการใช้น้ำมัน
- ให้เหตุผลว่าพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่มน้อยมาก มาตรการดังกล่าวจึงอาจช่วยแค่ประหยัดค่าไฟในสถานีบริการเท่านั้น
- เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดกว่า เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอีก, ฟื้นโครงการคนละครึ่ง และลดค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
หลังพ้นเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนนี้ ประชาชนไทยอาจต้องปรับตัวครั้งใหญ่กับมาตรการควบคุมพลังงานระลอกใหม่ที่ภาครัฐเตรียมนำมาใช้เพื่อรับมือวิกฤตราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะมาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมและความกังวลให้กับภาคธุรกิจและประชาชนถึงความคุ้มค่าและผลกระทบที่จะตามมา
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีที่ภาครัฐเตรียมบังคับใช้มาตรการควบคุมสถานีบริการน้ำมันให้ปิดให้บริการในช่วงเวลา 22.00–05.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนนี้ โดยระบุว่าในมุมมองส่วนตัว มาตรการดังกล่าว “ไม่ได้ผล” ในเชิงการลดการใช้น้ำมัน
ชี้พฤติกรรมคนเปลี่ยน มาตรการนี้แค่ "ผลพลอยได้"
ปัจจุบันปริมาณการใช้บริการปั๊มน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. ลดลงอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ถนนเริ่มเงียบและแทบไม่มีการเติมน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว มาตรการนี้จึงไม่ได้ช่วยลดการบริโภคน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจเป็นเพียงการ “ประหยัดไฟ” ในสถานีบริการน้ำมันเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาพลังงานที่ต้นเหตุ
"ปัจจุบันประชาชนมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้ออยู่แล้ว หลายครัวเรือนลดการใช้จ่ายและรัดเข็มขัดมากขึ้น เห็นได้จากปริมาณรถยนต์ในช่วงเช้าที่ลดลง รัฐควรแก้ที่โครงสร้าง เช่น ส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน มากกว่ามาตรการระยะสั้นที่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ"
3 ข้อเสนอแนะ อัดฉีด-หั่นภาษี-ช่วยฐานราก
เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ นายสรเทพเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือที่จับต้องได้ ดังนี้
1.ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มองว่ายังมีช่องว่างให้ปรับลดลงได้อีกประมาณ 5–6 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระประชาชนทันที
2.ฟื้นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เสนอให้ขยายเป็น 30 ล้านสิทธิ์ และเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาทต่อคน เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและช่วยผู้ประกอบการ SME
3.ลดค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง เร่งลดค่าไฟฟ้าในอัตรา 200 หน่วยแรก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้
นายสรเทพย้ำทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อพยุงกำลังซื้อของประชาชน มากกว่าการใช้นโยบายจำกัดการเข้าถึงบริการที่อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม






