
ศึกแย่งปุ๋ยเดือด! เอเย่นต์-เกษตรกร แห่ตุน ตลาดในประเทศ 9 หมื่นล้านป่วน ผวาราคาพุ่งไม่หยุด
เปิดศึกแย่งปุ๋ย สงครามตะวันออกกลางดันต้นทุน-ราคาพุ่ง ตลาดในประเทศ 9.5 หมื่นล้านป่วน เกษตรกรเร่งซื้อหวั่นของขาด-ราคาพุ่ง เอเย่นต์แห่ตุนสต็อกหวังฟันกำไร ดันยอดสั่งซื้อพุ่งเท่าตัว ด้านผู้นำเข้าผวาเสี่ยง “ติดดอย” ทำขาดทุนอ่วม
KEY
POINTS
- สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งปุ๋ยทั่วโลก ทำให้ตัวแทนจำหน่ายและเกษตรกรในไทยเกิดความตื่นตระหนกและเร่งกักตุนสินค้า
- ราคาปุ๋ยในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่ราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และคาดว่าจะส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศปรับขึ้นกว่า 200 บาทต่อกระสอบ
- ปัญหาซัพพลายปุ๋ยตึงตัวขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งจีนจำกัดการส่งออกและต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น ทำให้โรงงานผู้ผลิตบางแห่งเริ่มไม่เปิดราคาและปิดรับออเดอร์ใหม่
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มกระทบตลาดปุ๋ยโลก หลังเรือขนส่งสินค้ายังไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ซัพพลายปุ๋ยสะดุด ขณะที่ในไทยเริ่มเกิดแรงตื่นตระหนก เกษตรกร และ เอเย่นต์เร่งกักตุนสินค้า หลายพื้นที่พบร้านค้าปรับราคาขึ้นแล้ว ท่ามกลางสต็อกในประเทศที่เริ่มตึงตัว และกังวลว่าหากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรจะพุ่งตามราคาปุ๋ย
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และในฐานะนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเฉลี่ยประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี โดยปุ๋ยที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงที่สุดคือ ยูเรีย (46-0-0) คิดเป็นประมาณ 40-50% ของปริมาณปุ๋ยที่นำเข้าทั้งหมด ขณะที่ประเทศต้นทางสำคัญของการนำเข้าปุ๋ยในช่วงปี 2568 ได้แก่ จีน เป็นแหล่งนำเข้าหลัก รองลงมาคือ ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย
ทั้งนี้ ในปี 2565 ปริมาณการนำเข้าปุ๋ยของไทยปรับตัวลดลงจากปี 2564 โดยมีการนำเข้าเพียง 4.1 ล้านตัน สาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว ส่งผลให้ภาคเกษตรต้องชะลอการนำเข้าและการใช้ปุ๋ยบางส่วน ดังนั้นจึงมีการประเมินว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดหรือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านขยายตัวเป็นวงกว้าง อาจส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกระลอก
สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยมีการนำเข้าปุ๋ยประมาณ 0.696 ล้านตัน ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีปริมาณ 0.757 ล้านตัน โดยแหล่งนำเข้าหลักยังคงเป็น จีน มากที่สุด รองลงมาคือ ซาอุดีอาระเบีย
ในด้านโครงสร้างการนำเข้า พบว่า ปุ๋ยสูตรสำคัญที่ประเทศไทยนำเข้าในปริมาณมากที่สุดในปี 2568 คือ ยูเรีย ซึ่งนำเข้าหลักจากซาอุดีอาระเบีย รองลงมาคือ โอมาน มาเลเซีย กาตาร์ บรูไน และจีน ตามลำดับ นอกจากนี้ ไทยยังมีการนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุซเบกิสถาน และสเปน
จีนจำกัดส่งออก-ยูเรียพุ่งเท่าตัว
นายรพีภัทร์ กล่าวอีกว่า แหล่งผลิตปุ๋ยเคมีสำคัญที่อยู่ใกล้ประเทศไทยและมีแม่ปุ๋ยหลัก ได้แก่ 46-0-0, 18-46-0, 0-0-60 และ 21-0-0 คือ จีน อย่างไรก็ตาม เวลานี้จีนมีนโยบายควบคุมการส่งออกปุ๋ยบางสูตรในบางช่วงเวลา โดยจำกัดปริมาณการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการซื้อขายในตลาดโลก ขณะที่ ลาว มีการผลิตปุ๋ยสูตร 0-0-60 และ มาเลเซีย มีการผลิตปุ๋ยสูตร 46-0-0
“ปัจจุบัน ราคายูเรียในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ความต้องการซื้อมีเข้ามาจำนวนมากจนเกิดการแข่งขันแย่งซื้อสินค้า โดยราคายูเรียได้ปรับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี จากระดับประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ที่ปลายระดับ 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน”
ทั้งนี้ ในระยะต่อไปมีความกังวลว่า ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีน และอินเดีย อาจมีมาตรการจำกัดการส่งออกปุ๋ยเพิ่มเติม ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกที่กำลังรุนแรงขึ้น
เอเย่นต์แห่ตุนสต็อกผิดปกติ
ด้านแหล่งข่าวจากผู้ค้าปุ๋ยในประเทศ เผยว่า กรมการค้าภายในที่กำกับดูแลราคาสินค้า ได้เชิญผู้ประกอบการไปหารือ เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริง และเพื่อนำไปใช้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกร ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิตก็ได้ให้ข้อมูลในมุมของภาคอุตสาหกรรมไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยกรมฯ ขอความร่วมมือให้บริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้าปุ๋ยสำรองสต็อกไว้ให้เพียงพออย่างน้อย 4 เดือน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง บริษัทปุ๋ยส่วนใหญ่ก็มีสต็อกเฉลี่ยอยู่แล้วประมาณ 2-4 เดือน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิตเป็นหลัก แต่เกิดจากความตื่นตระหนกของตัวแทนจำหน่าย (เอเย่นต์) และเกษตรกร ที่กังวลว่าเมื่อถึงช่วงฤดูกาลขายจริง หลังสงกรานต์หรือราวเดือนพฤษภาคมที่เกษตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มเพาะปลูก อาจไม่มีปุ๋ยเพียงพอ หรือราคาจะปรับสูงขึ้น จึงเริ่มมีพฤติกรรมกักตุนสินค้า
“ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปกติในช่วงไตรมาสแรกของปี เอเย่นต์บางรายเคยสั่งซื้อปุ๋ยเพียงประมาณ 200 ตัน แต่ปีนี้ ณ เวลานี้กลับสั่งเข้ามาแล้วถึง 400 ตัน หากผู้ผลิตไม่ปล่อยสินค้าให้ก็อาจดูไม่เหมาะสม แต่ทางบริษัทต้องชี้แจงกับเอเย่นต์ตรง ๆ ว่า ปริมาณที่สั่งซื้อนั้นสูงกว่าปกติ เพราะปีที่ผ่านมาคุณเคยขนไปเพียงเท่านี้ ปีนี้จึงไม่สามารถให้เพิ่มได้ เนื่องจากบริษัทจำเป็นต้องสำรองปุ๋ยไว้สำหรับฤดูกาลผลิตที่ใช้งานจริง”
เบื้องหลังต้นทุนนำเข้าพุ่ง
ผู้ค้าปุ๋ยกล่าวอีกว่า เรือที่สามารถหลุดออกมาได้จากช่องแคบฮอร์มุซ คือเรือที่ออกเดินทางก่อนมีการประกาศสงคราม แต่ต้นทุนปุ๋ยในเรือลำนั้นก็เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 30-40% เนื่องจากผู้ขายจะยังไม่ทำการโควตราคา จนกว่าสินค้าจะถึงท่าเรือปลายทาง เช่น แหลมฉบังหรือศรีราชา ระหว่างทางต้องคำนวณค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยน และค่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งในช่วงสงครามค่าประกันภัยถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้นำเข้าจึงจำเป็นต้องรับราคานั้นตามข้อตกลง เพราะไม่สามารถปฏิเสธการรับสินค้าได้
อย่างไรก็ดี ทางสมาคม/ผู้ประกอบการได้ชี้แจงกับกรมการค้าภายใน และขอความร่วมมือให้ช่วยประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรว่าไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป เนื่องจากฤดูกาลใช้ปุ๋ยจริงจะเริ่มหลังสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงฝนแรก และปริมาณการใช้ในช่วงนั้นยังไม่มาก โดยการใช้ปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน จึงขอให้เกษตรกรใจเย็นและรอดูสถานการณ์ เพราะผู้ประกอบการยังมีสต็อกเตรียมไว้ระดับหนึ่ง
“ตัวอย่างเช่น บริษัทบางแห่งเตรียมสต็อกไว้สำหรับการเพาะปลูกประมาณ 1.5 รอบ แต่ขณะนี้เอเย่นต์ขนสินค้าออกไปจนเหลือเพียงพอสำหรับ 1 รอบเท่านั้น บางรายถึงขั้นนำรถพ่วงเข้ามาหลายคันและอ้างว่ารถมาถึงแล้วจึงต้องขอรับสินค้า”
สต็อก 4 เดือนยาก ผวา “ติดดอย”
อีกประเด็นสำคัญคือเหตุการณ์ในอิหร่าน ซึ่งโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตปุ๋ยคอมปาวด์ถูกโจมตี ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะเดียวกันราคาแอมโมเนียมก็ปรับตัวสูงขึ้นมาก โรงงานผลิตแอมโมเนียม (วัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญที่สุดของปุ๋ยเคมี) หลายแห่งปิดตัวลงแล้วประมาณ 3 โรง ทั้งในญี่ปุ่นและประเทศไทย เช่น โรงงาน “อุเบะ” ในไทยก็เพิ่งปิดกิจการไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้
ความเสี่ยงที่ผู้นำเข้าปุ๋ยกังวลมากที่สุดคือการ “ติดดอย” หรือซื้อสินค้าในราคาสูงช่วงสงคราม หากภาครัฐต้องการให้สต็อกสินค้าถึงเดือนเมษายน แต่ผู้ประกอบการต้องซื้อปุ๋ยในราคาสูง เช่น 25,000 บาทต่อตัน แล้วหากสงครามยุติลงทันที เรือสินค้าที่ตกค้างรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 600 ลำ อาจหลั่งไหลออกสู่ตลาดพร้อมกันและเกิดการแข่งขันด้านราคา จนราคาลดลงเหลือเพียง 12,000 บาทต่อตัน คำถามคือใครจะรับผิดชอบความเสียหายให้กับผู้ประกอบการ
รง.ผลิตไม่เปิดราคาปิดออร์เดอร์
นอกจากนี้ หากราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นถึง 25,000 บาทต่อตันจริง ด้วยเงินทุนเท่าเดิมที่เคยซื้อได้ 1,000 ตัน ผู้ประกอบการจะสามารถซื้อได้เพียง 500 ตันเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะสำรองสต็อกให้ได้ถึง 4 เดือนตามที่ภาครัฐต้องการ เว้นแต่รัฐบาลจะเป็นผู้จัดซื้อเองแล้วนำมาจำหน่ายให้ภาคเอกชนในลักษณะเดียวกับที่ประเทศอินเดียดำเนินการ
ด้านผู้ค้าปุ๋ยภาคใต้ กล่าวว่า ราคาปุ๋ยเกือบทุกสูตรในเวลานี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ที่น่ากังวลคือโรงงานผลิตปุ๋ยหลายแห่งเริ่ม “ไม่เปิดราคา” และบางโรงงานได้ประกาศงดให้ขนสินค้าและปิดรับออเดอร์ไปแล้ว เนื่องจากปริมาณปุ๋ยในสต็อกมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยปกติเกษตรกรจะเริ่มใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฝนแรก
แต่ปัจจุบันในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะโซนนครศรีธรรมราชและฝั่งอ่าวไทยที่มีฝนหลงฤดู ทำให้เกษตรกรเริ่มมีความต้องการใช้ปุ๋ยและเริ่มมีการใส่ปุ๋ยกันบ้างแล้ว ส่งผลให้ร้านค้าและเกษตรกรบางส่วนเริ่มเร่งขนปุ๋ยไปเก็บสต็อกไว้ก่อน เพราะเกรงว่าราคาจะปรับสูงขึ้นมากกว่านี้ ซึ่งในช่วง 3–4 วันที่ผ่านมา บางร้านยังคงพยายามยืนราคาเดิมเพื่อให้ลูกค้าสามารถขนสินค้าได้ แต่หลังจากนี้แนวโน้มราคาจะปรับขึ้นอย่างชัดเจนทั่วทั้งตลาด
ขึ้นกระสอบ 200 ทุบซ้ำขาดแคลน
“ขณะนี้ราคาแม่ปุ๋ยนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะยูเรีย จากเดิมที่เคยนำเข้าในราคาตันละ 14,000 บาท ปัจจุบันดีดขึ้นไปเกือบ 20,000 บาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกที่หน้าร้านในอีกประมาณ 1 เดือนข้างหน้า จากเดิมที่เคยขายกระสอบละ 800–850 บาท คาดว่าจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,050–1,090 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึงกระสอบละกว่า 200 บาทเลยทีเดียว
นอกเหนือจากปัญหาเรื่องราคา วิกฤตการขาดแคลนปุ๋ยที่อาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยตัวกลางอย่างแดป (DAP / ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต) สูตร 18-46-0 เนื่องจากประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักได้งดส่งออกสินค้าดังกล่าวมายังประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยชนิดนี้จากจีนได้ และคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,183 วันที่ 15 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2569










