KEY
POINTS
ปี 2569 ถูกมองเป็น “จุดเปลี่ยน” ของอุตสาหกรรมปุ๋ยโลก จากการใช้ปุ๋ยปริมาณมากสู่การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลังราคาปุ๋ยผ่านช่วงผันผวนรุนแรงในปี 2567–2568 และเข้าสู่ภาวะทรงตัวในระดับสูงจากต้นทุนพลังงานและกติกาสิ่งแวดล้อมใหม่ของโลก เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้ทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทยต้องเร่งปรับตัวต่อกระแสปุ๋ยโลว์คาร์บอนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ถึงโจทย์ท้าทายการบริหารจัดการปุ๋ยของไทย เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดอาหารโลก
“ปุ๋ยแม่นยำ”ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า แนวโน้มการใช้ปุ๋ยทั่วโลกในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนจาก “การเพิ่มปริมาณ” สู่ “การเพิ่มประสิทธิภาพ” หลังราคาปุ๋ยผ่านช่วงผันผวนรุนแรงในปี 2567–2568 และเริ่มทรงตัว แม้จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2558–2562) จากต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดทางการค้า เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน โลกกำลังก้าวสู่กระแส Fertilizer Decarbonization โดยมุ่งใช้ Green Ammonia และปุ๋ยคาร์บอนต่ำ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรในตลาดส่งออกหลักอย่างยุโรปและสหรัฐฯ จะถูกกำหนดให้ใช้ปุ๋ยที่ตรวจสอบได้ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร
“ขอเสนอแนวทางปรับตัว 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การปรับเทคโนโลยีการให้ปุ๋ย จากการหว่านแบบเดิม สู่การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ (Digital & Precision) และปุ๋ยสั่งตัดตามพื้นที่ (SSNM) 2.การวิเคราะห์ดิน ส่งเสริมให้เกษตรกรตรวจดินก่อนใส่ปุ๋ย 100% ซึ่งสามารถลดต้นทุนได้ 20–47% และ 3. Smart Farming ใช้โดรนพ่นปุ๋ยทางใบหรือปุ๋ยเหลว เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารตรงจุดและลดการสูญเสีย”
นอกจากนี้ ไทยควรพัฒนาปุ๋ยรุ่นใหม่ (Next-Gen Fertilizers) เพื่อลดการพึ่งพาแม่ปุ๋ยนำเข้า เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี และสารกระตุ้นชีวภาพ (Bio-Stimulants) ที่ช่วยเพิ่มความทนทานของพืชต่อภาวะโลกร้อนซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในเชิงนโยบายภาครัฐและสมาคมฯ ควรพัฒนาฐานข้อมูลปุ๋ยแห่งชาติ เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทาน ลดความเสี่ยงปัญหาขาดแคลนหรือราคาผันผวน พร้อมผลักดันระบบรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อให้เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยคาร์บอนต่ำสามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต
“ปี 2569 ไม่ใช่ปีของการใส่ปุ๋ยให้มากที่สุด แต่เป็นปีของการใส่ปุ๋ยให้คุ้มค่าและรักษ์โลกที่สุด ใครปรับสู่เกษตรแม่นยำได้ก่อน คนนั้นจะยืนอยู่ในตลาดโลกได้” นายรพีภัทร์ กล่าว
คาร์บอนเขย่าปุ๋ยไทย จุดเปลี่ยนทั้งระบบ
ปี 2569 ถือเป็นปีเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมปุ๋ยไทยและโลก ขับเคลื่อนด้วย ความยั่งยืน และมาตรการ NTBs หลัก เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบ ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะไนโตรเจน ต้องรายงานและเสียค่าธรรมเนียมคาร์บอน หากปล่อยก๊าซสูง ตลาดโลกเริ่มขยับสู่ Green Ammonia และ Low-Carbon Fertilizer ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการจัดซื้อจัดจ้าง
อีกด้าน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าในปี 2569 จะบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมปุ๋ยไทยต้องปรับโรงงานและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ภาครัฐจะเน้นควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรและการจัดการดิน เพื่อลดฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โรงงานปุ๋ยจำเป็นต้องปรับสู่ Smart Fertilizer Plant และผลิต ปุ๋ยสั่งตัด/ปุ๋ยละลายช้า เพื่อลดการสูญเสียไนโตรเจน พร้อมเปิดโอกาสให้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพคุณภาพสูง ขยายส่วนแบ่งตลาด ลด Carbon Footprint ของสินค้าไทยในตลาดโลก
ภาษีคาร์บอน ตัวแปรต้นทุนสูงขึ้น
ผลกระทบต่อเกษตรกรไทย ทั้งมาตรการตลาดนำการผลิต : เกษตรกรที่ส่งออกผลผลิตไปยุโรปหรือตลาดพรีเมียม จะถูกบังคับโดยปริยายให้ต้องใช้ปุ๋ยที่ได้รับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม หากใช้ปุ๋ยทั่วไปอาจถูกตัดสิทธิ์หรือถูกกดราคา การเข้าสู่เกษตรแม่นยำ (Smart Farming) : ในปี 2569 เกษตรกรจะต้องเริ่มใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น การตรวจดินก่อนใส่ปุ๋ย (Soil Testing) และการใช้โดรน เพื่อใช้ปุ๋ยให้ “น้อยแต่แม่น” ลดต้นทุนที่เกิดจากมาตรการคาร์บอน ความมั่นคงด้านราคา : แม้ราคาตลาดโลกอาจมีแนวโน้มทรงตัว แต่การปรับใช้ภาษีคาร์บอนในยุโรปและภูมิภาคอื่น อาจทำให้ราคาปุ๋ยนำเข้าบางประเภทมีความผันผวนสูงขึ้น
“เราไม่สามารถมองปุ๋ยเป็นเพียงแค่อาหารพืช ได้อีกต่อไป แต่ต้องมองเป็นจิ๊กซอว์ด้านสิ่งแวดล้อม หากอุตสาหกรรมไทยไม่ปรับตัวในปี 2569 เราจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกทันที”
ทั้งนี้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าปุ๋ยเคมียังจำเป็นในการใช้แต่ต้องใช้อย่างฉลาดขึ้น โดยต้องทำงานร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และเทคโนโลยีชีวภาพ ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการจัดการธาตุอาหารพืชอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาหารโลก
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,166 วันที่ 15 - 17 มกราคม พ.ศ. 2569