
‘ชนะ’ลั่นพร้อมสู้ศึก ชิงประธานสภาอุตฯ ดันจีดีพี SME โต 9 ล้านล้าน
ท่ามกลางศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ “ชนะ ภูมี”รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
KEY
POINTS
- นายชนะ ภูมี ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมชูวิสัยทัศน์ “5+1” เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย
- ตั้งเป้าหมายหลักในการผลักดันสัดส่วน GDP ของ SME ให้เพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 50% หรือคิดเป็นมูลค่า 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปี
- เสนอนโยบายสำคัญอื่นๆ เช่น การลดการนำเข้าสินค้าทุนและพลังงาน, การพัฒนา “น้ำและพลังงานสะอาด” เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการพัฒนาทุนมนุษย์รองรับอุตสาหกรรม AI
ท่ามกลางศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ “ชนะ ภูมี” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ตัวแทนสายทุนใหญ่ ประกาศความพร้อมเต็มร้อย พร้อมชูวิสัยทัศน์ “5+1” พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ หวังดันเศรษฐกิจให้ “ก้าวกระโดด” ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า
นายชนะเปิดใจกับ ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาจากตัวเองเพียงลำพัง แต่เกิดจาก “แรงผลัก” ของผู้ใหญ่และบอร์ดบริษัทหลายแห่ง ที่มองเห็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ปัจจุบัน ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบพุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP จึงต้องการคนที่มีประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาช่วยขับเคลื่อน โดยเฉพาะประสบการณ์ในอาเซียนและบทบาทในเวทีโลกอย่าง Global Cement and Concrete Association
“น้ำ–พลังงานสะอาด” เครื่องยนต์ GDP ใหม่
ในมุมมองของนายชนะ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับ “น้ำและพลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต “Data Center หนึ่งแห่งใช้น้ำปีละ 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตร” เขายกตัวอย่าง พร้อมชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งสร้างสมดุลน้ำทั้งระบบ เพื่อรองรับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนา Green Infrastructure ที่จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินลงทุน
ดัน SME แตะ 50% ของ GDP
นายชนะ ยังได้วางเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ SME จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 35% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท จาก GDP ไทยที่อยู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้าใกล้มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว
กลยุทธ์สำคัญคือ “ขยายตลาด–ปกป้องตลาด” ผ่านการเจรจา FTA ที่มองทั้ง Value Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการใช้มาตรฐานบังคับเพื่อสกัดสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ พร้อมย้ำว่า “เราไม่รอรัฐ แต่จะทำงานร่วมกับรัฐ” เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ลดนำเข้า 7.6 ล้านล้าน สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือการลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนและพลังงานมูลค่าสูงถึง 7.6 ล้านล้านบาทต่อปีเสนอให้เร่งผลิตในประเทศ ทั้งการผลักดันไบโอดีเซล เอทานอล และการใช้ศักยภาพ SME ร่วมกับมหาวิทยาลัยผลิตชิ้นส่วนทดแทนการนำเข้า ควบคู่กับ “Regulatory Reform” เพื่อลดต้นทุนแฝงจากกฎระเบียบที่เป็นภาระ
“ทุนมนุษย์” รับ AI–อุตสาหกรรมใหม่
นายชนะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในฐานะ “รากฐาน” ของการยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยเสนอโมเดล “เรียนไปมีรายได้ไป” เชื่อมโยงอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะจากสถานการณ์จริงในโรงงาน ควบคู่กับการสร้างรายได้ระหว่างเรียน ลดช่องว่างระหว่างการศึกษาและตลาดแรงงาน
เขามองว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ผลิตคนให้พอ” แต่ต้อง “ผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ” โดยเฉพาะทักษะใหม่ที่อุตสาหกรรมกำลังต้องการ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ หุ่นยนต์อัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่ Data Center ไปจนถึงอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
“ถ้าเรามีคนเก่ง นักลงทุนจะมาเอง” นายชนะย้ำ พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนผ่านมาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์แก่บริษัทที่ร่วมพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยตั้งเป้าสร้าง “กำลังคนคุณภาพ” ที่สามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในภูมิภาค
ชูนโยบาย “5+1” พลิกโฉมอุตสาหกรรม
นายชนะกล่าวแกว่า นโยบายหลักที่ใช้หาเสียงในครั้งนี้คือ “5+1” ประกอบด้วย การขยายตลาด, ปฏิรูปกฎหมาย, ใช้เทคโนโลยี, เข้าถึงแหล่งทุน และเพิ่ม Productivity ผ่าน National Platform
ส่วน “+1” คือ “ความสามัคคี” ที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้า ธนาคาร และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน
เดินสาย 69 จังหวัด เจาะลึก 48 กลุ่มอุตฯ
ในช่วงหาเสียง นายชนะเผยว่าได้ลงพื้นที่แล้ว 69 จังหวัด และพูดคุยเชิงลึกกับกลุ่มอุตสาหกรรมกว่า 35 กลุ่มซึ่งจากการลงพื้นที่ทำให้ทราบว่า ผู้ประกอบการต่างจังหวัดยังขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ จึงตั้งเป้าสร้างแพลตฟอร์มกระจายโอกาส เพื่อให้แต่ละพื้นที่เติบโตจากศักยภาพของตัวเอง
ต่อกระแสข่าวความไม่โปร่งใสก่อนเลือกตั้ง นายชนะยอมรับว่ามีข้อกังวลในระบบที่ซับซ้อน แต่เลือกใช้แนวทางที่นิ่ง และยึดกฎหมาย “ผมบอกทีมงานเสมอว่าให้ยึดข้อเท็จจริง” พร้อมเสนอว่าการปฏิรูประบบเลือกตั้งควรทำให้เปิดกว้างและโปร่งใสมากขึ้น เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท
ตั้งเป้า “Smart Nation” หากได้เป็นประธาน
นายชนะ กล่าวอีกว่า หากได้รับเลือก และชนะการเลือกตั้งตั้งเป้าผลักดันไทยสู่ “Smart Nation” โดยเน้นลดต้นทุนพลังงานผ่านโซลาร์และ Direct PPA ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ซึ่งหากแก้ปัญหาเรื่องน้ำและไฟฟ้าได้ นักลงทุนจะก็จะเข้ามามากขึ้น โดยการเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Public-Private-People Partnership เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด นายชนะทิ้งน้ำหนักว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันภายในองค์กร แต่คือ “จุดเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย” ว่าจะสามารถยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันได้หรือไม่
“ผมไม่ได้มองแค่ชนะเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประเทศชนะ” เขากล่าว พร้อมยืนยันความพร้อมนำพาสภาอุตสาหกรรมฯ ก้าวสู่บทบาทผู้นำเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม






