
'สันติธาร' ชี้เศรษฐกิจไทยเจอ 3 คลื่น ไตรมาส 3 เสี่ยง รัฐเร่งอัดมาตรการพยุง
'สันติธาร' ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญ 3 คลื่น “พลังงานแพง-เงินเฟ้อ-กำลังซื้อหด” หวั่นไตรมาส 3 เสี่ยงถดถอย รัฐเร่งใช้มาตรการเป็นกันชน
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ 3 คลื่นความท้าทายสำคัญ ได้แก่ พลังงานแพง เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่ชะลอตัว
- ไตรมาสที่ 3 มีความเสี่ยงสำคัญ หาก GDP หดตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2 จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค
- ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเพื่อประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น ป้องกันไม่ให้ผลกระทบกลายเป็นปัญหาระยะยาว
- ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 13 ปี
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนความท้าทายหลายด้าน โดยเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกระแทกจาก 3 คลื่นสำคัญ ได้แก่ พลังงานแพง เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกระแทกดังกล่าวลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
จับตา ไตรมาส 3 จุดชี้ชะตา GDP ไทย
นายสันติธารกล่าวว่า ไตรมาส 3 ปี 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจแบบไตรมาสต่อไตรมาสในไตรมาส 2 หดตัวลงแล้วหนึ่งครั้ง หาก GDP ในไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่องอีก จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Technical Recession หรือภาวะถดถอยทางเทคนิค
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งใช้มาตรการประคองเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้แรงกระแทกในระยะสั้นกลายเป็น “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะการปิดตัวของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นวงกว้างจะกระทบต่อศักยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ในไตรมาส 2 มีเม็ดเงินจากงบประมาณและ พ.ร.ก. เข้าสู่ระบบประมาณ 50,000 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงสำคัญที่เม็ดเงินดังกล่าวต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็น “กันชน” ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อและบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังต้องออกแบบอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปอาจกลับไปสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม
เปิด 3 คลื่นกระแทกเศรษฐกิจไทย
สำหรับแรงกระแทกแรกคือ “วิกฤตพลังงาน” หลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 มากกว่า 600,000 ล้านบาท สะท้อนความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลในระดับสูง
แรงกระแทกที่สองคือ “เงินเฟ้อ-ภาวะของแพง” โดยดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ปรับจากระดับติดลบขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 3%ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI เพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตยังแบกรับต้นทุนอยู่ และมีความเสี่ยงที่ต้นทุนดังกล่าวจะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระยะต่อไป
ส่วนแรงกระแทกที่สามคือ “กำลังซื้อหดตัว” การบริโภคภายในประเทศชะลอลงจากที่เคยขยายตัวมากกว่า 3% เหลือต่ำกว่า 2% และเมื่อพิจารณาการเติบโตแบบไตรมาสต่อไตรมาสหลังปรับปัจจัยฤดูกาล พบว่าการบริโภคหดตัว สะท้อนแรงกดดันต่อกำลังซื้อทั้งจากปัจจัยภายในและเศรษฐกิจโลก
ลงทุนเอกชนยังเป็นพระเอก โต 13.4%
แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดัน แต่ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 13.4% ในไตรมาส 2ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
ขณะที่ตัวเลขการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เติบโต 31% จากไตรมาสก่อนหน้าสะท้อนว่า แม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมกำลังเผชิญแรงกดดัน แต่เครื่องยนต์ใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
วางเกม “3 ประสาน” ประคองวันนี้-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุนอนาคต
นายสันติธารมองว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปต้องเดินหน้าภายใต้แนวคิด “ประคองวันนี้ เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ และลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้”
การ “ประคองวันนี้” ยังจำเป็นต้องมีมาตรการลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น การลดภาระค่าไฟฟ้าและมาตรการเยียวยา แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้การกระตุ้นกำลังซื้อกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
ส่วนการ “เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้” ต้องเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม โดยนำเม็ดเงินจาก พ.ร.ก. ที่เหลือมาใช้ยกระดับอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์แบบเดิมและอุตสาหกรรมเบา ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่พลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปอยู่ใน Green Supply Chain ได้มากขึ้น
ขณะที่การ “ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้” ต้องมุ่งดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ Data Center แต่การวัดความสำเร็จไม่ควรพิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศ ต้องดูด้วยว่าจะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI พัฒนาทักษะวิศวกรไทย และเปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าไปเป็นคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานได้มากน้อยเพียงใด
SME เจอ “Double Squeeze” รายได้ลด-ต้นทุนเพิ่ม
อีกโจทย์สำคัญคือภาค SME ซึ่งกำลังเผชิญภาวะ “Double Squeeze” จากรายได้ที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น และยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก
แม้นโยบายการเงินในปัจจุบันจะผ่อนคลายลงระดับหนึ่ง หากพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งอยู่ในระดับติดลบ แต่ปัญหาสำคัญคือการทำอย่างไรให้สินเชื่อสามารถไหลไปถึง SME ได้จริง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างการหาแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน รวมถึงแก้ปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้เสีย
ไตรมาส 4 ลุ้นท่องเที่ยวกลับมาพยุงเศรษฐกิจ
สำหรับช่วงปลายปี โดยเฉพาะ ไตรมาส 4 ยังมีความหวังว่าภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญ หลังเผชิญแรงกดดันในไตรมาส 2 โดยหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนคือการจัดประชุมระดับนานาชาติในไทย โดยเฉพาะ IMF-World Bank ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน รวมถึงงาน World Economic Forum และงาน G-Land






