thansettakij
thansettakij
สภาอุตฯสั่งโรงงานลดพลังงาน 20% รับวิกฤตน้ำมันโลก ชู AI–Pooling กดต้นทุน

สภาอุตฯสั่งโรงงานลดพลังงาน 20% รับวิกฤตน้ำมันโลก ชู AI–Pooling กดต้นทุน

สภาอุตสาหกรรมฯ ขอความร่วมมือโรงงานสมาชิกทั่วประเทศลดใช้พลังงานอย่างน้อย 20% รับมือราคาน้ำมันโลกพุ่งจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางชู AI ลดต้นทุน 30% ดันระบบ “Pooling” ขนส่งสินค้า พร้อมเสนอรัฐยกระดับ Biofuel เป็นวาระแห่งชาติ

KEY

POINTS

  • สภาอุตสาหกรรมฯ ขอความร่วมมือโรงงานสมาชิกลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20% เพื่อรับมือวิกฤตราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดต้นทุนและความสูญเสียในโรงงานได้ถึง 30%
  • ผลักดันแนวคิดระบบ "Pooling" หรือการรวมการขนส่งสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดปัญหารถบรรทุกวิ่งเที่ยวเปล่า และช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

วิกฤตราคาพลังงานโลกกลับมาสั่นสะเทือนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก เผชิญความเสี่ยงจากการโจมตี จนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สถานการณ์ในประเทศ บรรยากาศความกังวลเรื่องราคาพลังงานได้กระจายไปทั่ว ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันล่วงหน้า หลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลจะสิ้นสุดในวันที่ 16 มีนาคม 2569 และมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาแบบขั้นบันไดเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องชดเชยราคาน้ำมันมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน จนฐานะกองทุนติดลบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มเร่งปรับตัวเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกใน 2 มิติหลัก คือเรื่องราคา และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน แม้ขณะนี้ยังไม่เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน แต่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งประหยัดการใช้พลังงาน เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างเพียงใด

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

“สิ่งที่อุตสาหกรรมกังวลคือราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐเหมือนการขายปลีกหน้าปั๊ม ทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นทันทีหลายบาทต่อลิตร” นายเกรียงไกร กล่าว

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก ปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ และอุตสาหกรรมพลังงาน จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35–50% ของต้นทุนการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานประมาณ 10–20%

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสมาชิกทั่วประเทศให้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานเฉลี่ยลงให้ได้อย่างน้อย 20% ในทุกโรงงาน แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการที่เคยดำเนินการในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งโรงงานหลายแห่งสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10% และในสถานการณ์ปัจจุบันต้องเพิ่มความเข้มข้นในการลดการใช้พลังงานให้มากขึ้น

“ทุกโรงงานต้องกลับไปดูว่าจุดไหนมีความสูญเสียหรือใช้พลังงานเกินจำเป็น ต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด การลดใช้พลังงาน 20% จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมรับมือสถานการณ์ระยะสั้นได้ทันที” นายเกรียงไกร กล่าว

นอกจากนี้อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการผลิต สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินโครงการ AI for Manufacturing หรือ AFTI เพื่อส่งเสริมให้โรงงานใช้ AI ในการบริหารจัดการกระบวนการผลิต ทั้งนี้ผลจากโครงการนำร่องพบว่า โรงงานที่นำ AI มาใช้สามารถลดต้นทุนและความสูญเสียในกระบวนการผลิตลงได้รวมถึง 30% ทั้งจากการเพิ่มความแม่นยำในการผลิต ลดปริมาณสต็อก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

“ตอนนี้เรากำลังเร่งขยายโครงการเข้าสู่เฟส 2 และเฟส 3 เพื่อให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้นสามารถใช้ AI มาช่วยลดต้นทุนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนพลังงานสูงแบบนี้” 

นอกจากการลดต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ โดยเสนอแนวคิดระบบ “Pooling” หรือการรวมการขนส่งสินค้า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการหลายรายสามารถใช้พื้นที่ขนส่งร่วมกัน ทำให้รถบรรทุกออกเดินทางแบบเต็มคัน และลดปัญหารถบรรทุกวิ่งเที่ยวเปล่าขากลับ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเที่ยวรถทั้งหมด โดยสภาอุตสาหกรรมฯ อยู่ระหว่างผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชัน เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้สามารถใช้ระบบขนส่งร่วมกันได้มากขึ้น

ในด้านนโยบายพลังงาน นายเกรียงไกรระบุว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางของภาครัฐในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมา เพื่อทดแทนการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูง ขณะเดียวกันยังควรเพิ่มการซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 40% หากราคาก๊าซในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป โดยเฉพาะงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569

ในระยะยาว สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้รัฐบาลยกระดับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพสูง ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง และพืชพลังงาน ซึ่งสามารถนำมาผลิต Biofuel ได้ในระดับอุตสาหกรรม

“เราควรเรียนรู้จากโมเดลของบราซิล ที่สามารถใช้พืชพลังงานผลิตเชื้อเพลิงทดแทนได้เกือบทั้งหมด ประเทศไทยก็มีศักยภาพแบบเดียวกัน หากผลักดันจริงจังจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้”

สภาอุตสาหกรรมฯ ยังได้ทำแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation) ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกต่อเศรษฐกิจไทย หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้ราว 1.6% แต่หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 100–125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ยืดเยื้อ อัตราการเติบโตของ GDP อาจลดลงเหลือเพียงประมาณ 1.3%

“สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลที่สุดไม่ใช่แค่ราคา แต่คือความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนพลังงาน เพราะหากพลังงานขาดจนโรงงานต้องหยุดการผลิต ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก โดยสรุปท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน นำเทคโนโลยีมาลดต้นทุน และพัฒนาโครงสร้างพลังงานทางเลือก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและประคองเศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤตครั้งนี้” นายเกรียงไกร กล่าว