ส.อ.ท. ชำแหละพิษสงครามลามปิดโรงงาน ดันราคาพลาสติกพุ่ง 40%
ส.อ.ท. ชี้วิกฤตตะวันออกกลาง "สหรัฐฯ-อิหร่าน" พ่นพิษหนัก ลามปิดโรงงานโอเลฟินส์ ต้นน้ำอุตสาหกรรมพลาสติก ดันราคาพลาสติกพุ่ง 40% กระทบชิ่งส่งผู้ออกไทย
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งวัตถุดิบ ทำให้เม็ดพลาสติกขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น 30-40% ทำให้โรงงานปิโตรเคมีบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง
- ผู้ประกอบการส่งออกเผชิญความเสี่ยง ไม่สามารถเสนอราคาให้ลูกค้าได้ และอาจถูกปรับหากไม่สามารถผลิตหรือจัดส่งสินค้าได้ตามกำหนด
- ผลกระทบจากสงครามยังลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า เช่น ปุ๋ย เหล็ก และโลหะ
สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นมรสุมใหญ่ที่ซัดเข้าหาภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการขนส่งพลังงานของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นหัวใจหลัก และต้นทางของวัตถุดิบพลาสติกที่ใช้ในแทบทุกภาคส่วนการผลิตของไทย
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้มีวัตถุดิบหลักมาจากน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจึงทำให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นทันที
พลาสติกขาดแคลน ดันราคา 30–40%
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า โรงงานจำนวนมากยังต้องนำเข้าเม็ดพลาสติก และวัตถุดิบด้านพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งวัตถุดิบหยุดชะงัก ทำให้หลายโรงงานขาดวัตถุดิบ และต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้มีโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในจังหวัดระยองต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้ตลาดเม็ดพลาสติกเกิดภาวะขาดแคลนทันที และราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30–40%
เม็ดพลาสติก ถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก เช่น บรรจุภัณฑ์ ถุงพลาสติก และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งสำหรับใช้ในประเทศและการส่งออก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบจึงมีแนวโน้มทำให้สินค้าในตลาดมีราคาสูงขึ้นและอาจเกิดการขาดแคลนตามมา
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ว่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่บางรายยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ แต่กำลังการผลิตส่วนเกินมีจำกัด เนื่องจากต้องรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าประจำอยู่แล้ว ทำให้โรงงานที่ต้องการวัตถุดิบหันไปสั่งซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตที่เหลืออยู่ไม่สามารถรองรับความต้องการทั้งหมดได้ ส่งผลให้ตลาดยังคงตึงตัว นอกจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นทันที 30–40% แล้ว ยังเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในระบบ
ผู้ส่งออกพลาสติก เสี่ยงค่าปรับ
นายเกรียงไกร ระบุเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออก เนื่องจากผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจากต่างชาติได้ เพราะไม่สามารถประเมินและเสนอราคา (Quote) ให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับหากรับคำสั่งซื้อมาแล้วแต่ไม่มีวัตถุดิบในการผลิต หรือไม่สามารถนำสินค้าขึ้นเรือจัดส่งได้ตามกำหนดเวลา ทำให้ระบบการส่งออกในกลุ่มนี้เกิดความติดขัดไปทุกส่วน
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เรียกประชุมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือและประเมินสถานการณ์ รวมถึงหาแนวทางแก้ไขปัญหา
พิษส่งคราม "ปุ๋ย-เหล็ก-โลหะ" อ่วม
นอกจากวิกฤตในอุตสาหกรรมพลาสติกแล้ว ผลกระทบครั้งนี้ยังลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ส.อ.ท. ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรไทย ทำให้ในขณะนี้ผู้ประกอบการต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการหาแหล่งนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนอย่างเร่งด่วน เช่น จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย
นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและผู้ผลิตแร่โลหะต่าง ๆ โดยเฉพาะอลูมิเนียมอินกอต (Aluminum Ingot) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ก็กำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน สถานการณ์ในปัจจุบันจึงถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างต่อหลายภาคอุตสาหกรรมของไทย









