
เปิดสูตรเร่งสปีดรายได้ 5แสนต่อคน/ปี ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง ในปี 80
สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) เปิดสูตรเร่งสปีดรายได้คนไทยแตะระดับ 5แสนต่อคน/ปี ดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ภายในปี 2580 ผ่าน 7อุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมแนะเร่งปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
KEY
POINTS
- รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดยมีรายได้เฉลี่ย 500,000 บาทต่อคนต่อปี
- กลยุทธ์หลักคือการมุ่งเน้นพัฒนา 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และดิจิทัล ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงาน
- ความท้าทายสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้ต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ "เก่งขึ้น" และปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุน
รัฐบาลประกาศเป้าหมายครั้งสำคัญในการผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็น "ประเทศรายได้สูง (High Income Country)" ภายในปี 2580 โดยตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยของคนไทยไว้ที่ 500,000 บาทต่อคนต่อปี จากปัจจุบันที่ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) คำถามสำคัญที่ตามมาคือประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามการเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้สำเร็จหรือไม่
ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) และ ดร.อนันตโชค โอแสงธรรมนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวค. เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า การก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลข GDP แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งประเทศ
เป้าหมายดังกล่าวถูกวางไว้ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
กำแพงประเทศรายได้ปานกลาง
ดร.อนันตโชค เปรียบเทียบว่า หากระบบเศรษฐกิจเป็นเส้นทางการศึกษา วันนี้ไทยเปรียบเหมือนอยู่ในระดับมัธยมปลาย ส่วนประเทศรายได้สูงคือมหาวิทยาลัย ดังนั้นการจะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่การเลื่อนชั้นปกติแต่คือการข้ามขั้นใน 12 ปีข้างหน้า จึงต้องเริ่มจากความเชื่อก่อนว่าเป็นไปได้ และต้องไม่ทำเหมือนเดิมไปวันๆ
ที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือความพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตรมูลค่าสูงที่เราอยากขายของได้แพงขึ้น ภาพที่เห็นชัดที่สุดคือการที่เราประสบความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลาง EV ในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเจอเหตุที่คาดไม่ถึงอย่าง โควิด-19 และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งตอนเขียนแผนไม่ได้คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้
7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ยกฐานรายได้คนไทย
ดร.รพีสุภา กล่าวถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะช่วยยกฐานรายได้ของคนไทย โดยปัจจุบันเน้น 7 อุตสาหกรรม จากเดิมที่มี 12 อุตสาหกรรม โดยสิ่งที่ต้องทำคือการพัฒนาแรงงานให้มีความพร้อม หรือ ผลิตภาพ (Productivity)
ชื่ออุตสาหกรรมหลายอย่างอาจดูคล้ายเดิมแต่ไส้ในไม่เหมือนเดิม เช่น จากยานยนต์เดิมเป็น EV หรืออุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งประเทสไทยต้องมีบุคลากรที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ได้ ไม่ใช่แค่ให้ต่างชาติมาลงทุนแล้วก็ไป แต่เราต้องมีความสามารถในการทำงานนั้นได้ด้วยในอนาคต
ดร.อนันตโชคเสริมว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือการปรับเปลี่ยนให้เก่งขึ้น โดยเน้น 2 คำคือ Productivity (ทำน้อยได้มาก) และความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลดต้นทุนลงเพื่อให้กำไรเพิ่มขึ้น หรือการทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม เช่น เปลี่ยนจากขายข้าวธรรมดาเป็นข้าวสายพันธุ์พิเศษที่เป็นสินค้าพรีเมียม หรือแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าสูง เป็นต้น
ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) นอกจากการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรไทยให้สามารถก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในอนาคต นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมด้านพื้นที่และสาธารณูปโภค
ความท้าทายของสังคมสูงวัย
ดร.อนันตโชคกล่าวถึงอีกหนึ่งความท้าทายของโครงสร้างแรงงานไทย นั่นคือการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด" (Super-aging Society) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ
เมื่อมีคนทำงานน้อยลงแต่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตหรือมีรายได้เท่าเดิมหรือมากขึ้น คนไทยจึงจำเป็นต้อง "เก่งขึ้น" เพื่อให้สามารถ "ทำน้อยแต่ได้มาก" ซึ่งหากไม่สามารถยกระดับความสามารถของประชากรที่เหลืออยู่ได้ เป้าหมายรายได้สูงก็จะบรรลุได้ยาก
นอกจากนี้ดร.รพีสุภา ยังกล่าวถึงปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และความพร้อมของบุคลากรต่ออุตสาหกรรมใหม่ในการดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
นักลงทุนมักตั้งคำถามว่าประเทศไทยมีแรงงานที่พร้อมและมีทักษะตรงตามเงื่อนไขของอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้หรือไม่ หากประเทศไทยมีแต่โครงสร้างพื้นฐานแต่ไม่มีคนที่มีผลิตภาพสูงพอ ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ
ข้อเสนอแนะเร่งด่วน
ดร.อนันตโชค ให้ข้อแนะนำเร่งด่วนที่ควรดำเนินการเป็นลำดับแรกๆ เพื่อเร่งยกระดับรายได้ของประเทศไทย โดยเห็นว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการเป็นอย่างแรกคือ การปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ (Regulatory Reform) เพื่อลดต้นทุนและขั้นตอนที่ยุ่งยากของภาคเอกชน
ขณะที่ดร. รพีสุภา มองว่าประเทสไทยมีความพร้อมในการขับเคลื่อนอย่างมาก แต่ติดเงื่อนไข 2 เรื่อง คือหนึ่ง เรื่องกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน และสองคือ Productivity ของคน
“เราต้องมีคนที่มีทักษะพร้อมทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพราะถ้านักลงทุนมาแล้วไม่รู้จะจ้างใคร ก็จะไม่เกิดประโยชน์” ดร. รพีสุภาย้ำ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร สวค. เห็นตรงกันว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะตัดสินความสำเร็จของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่คือการพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว






