
ศาลยกคำฟ้อง ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ ยังเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4
ปิดเกมฟ้องแบนสารพิษ ศาลปกครองยืนคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ‘พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส’ ยังเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คุ้มครองสุขภาพประชาชน
KEY
POINTS
- ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกคำฟ้องของบริษัทสารเคมีเกษตร ที่ขอให้เพิกถอนประกาศยกระดับพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส
- ศาลชี้ว่าการประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและสุขภาพของประชาชน
- ผลของคำพิพากษาทำให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสยังคงสถานะเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศเดิม
จากกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่บริษัทผู้ผลิตและนำเข้าสารเคมีเกษตรกับพวก ยื่นฟ้องขอเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ยกระดับ พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า การออกประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน จึงชอบด้วยกฎหมาย
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นหลักสำคัญที่ยืนยันการดำเนินงานของกระทรวงในการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ สุขภาพของประชาชน และวิถีชีวิตของชุมชน
โดยกระทรวงจะน้อมรับแนวคำพิพากษาและดำเนินการทุกขั้นตอนตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และใช้แนวคำวินิจฉัยของศาลเป็นหลักในการกำหนดแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานต่อไป
“คำพิพากษาครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญของการบริหารราชการ ที่ตอกย้ำว่าการทำงานของภาครัฐต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย หลักวิชาการ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ โดยกระทรวงพร้อมนำแนวคำวินิจฉัยของศาลมาใช้เป็นแนวทางในการยกระดับการกำกับดูแลวัตถุอันตรายและกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน“
การกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมของกระทรวงจะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการคุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน โดยทุกมาตรการจะต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม มีความโปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศจะไม่แลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของประชาชน
อย่างไรก็ดี กระทรวงจะเดินหน้าผลักดันนโยบาย อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารอันตรายและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าจะยึดแนวคำพิพากษาของศาลเป็นหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายในระยะต่อไป







