thansettakij
thansettakij
สหรัฐจ่อลงดาบไทย มาตรา 301 รีดภาษี 25% ปมสินค้าสวมสิทธิ์-ดุลการค้าพุ่ง

สหรัฐจ่อลงดาบไทย มาตรา 301 รีดภาษี 25% ปมสินค้าสวมสิทธิ์-ดุลการค้าพุ่ง

16 มี.ค. 2569 | 09:13 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 2569 | 09:13 น.

นักวิชาการเตือนสหรัฐเพ่งเล็งไทยจากดุลการค้าพุ่งสวนภาคการผลิต สงสัยสินค้าจีน “สวมสิทธิ์ Made in Thailand” ส่งออกสหรัฐชี้หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใช้วัตถุดิบในประเทศจริง ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มสูงสุด 25% พร้อมแนะเร่งจัดทำข้อมูลชี้แจง

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรา 301 ไต่สวนไทยจากปัญหามูลค่าดุลการค้าที่พุ่งสูง และข้อสงสัยว่าไทยเป็นทางผ่านให้สินค้าจีนสวมสิทธิ์เพื่อเลี่ยงภาษี
  • หากผลการไต่สวนพบว่ามีความผิดจริง ไทยอาจเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดถึง 25%
  • กลุ่มสินค้าที่ถูกจับตาเป็นพิเศษมี 3 กลุ่ม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักร และยาง (โดยเฉพาะล้อรถยนต์)
  • ข้อสงสัยของสหรัฐฯ เกิดจากการที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยอยู่ในระดับต่ำ สวนทางกับตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

กรณีสหรัฐเตรียมเปิดไต่สวนตามามาตรา 301 กับ 16 ประเทศซึ่งรวมถึงไทย กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งมีมูลค่าการค้าสูงกับตลาดสหรัฐ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศเตือนว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยถูกจับตา คือข้อสงสัยเรื่อง “สินค้าสวมสิทธิ์” จากจีนที่อาจใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เตรียมเปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 กับ 16 ประเทศ รวมถึง ประเทศไทย นั้น ประเด็นหลักที่สหรัฐให้ความสำคัญคือข้อสงสัยเรื่อง การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเกินดุลการค้าของไทยกับ สหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐสูงถึงประมาณ 45,000-51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยกลับต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้สหรัฐตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดการผลิตในประเทศชะลอตัว แต่การส่งออกไปสหรัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

 

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สหรัฐตั้งข้อสงสัยคือการ “สวมสิทธิ์สินค้า” หรือ Circumvention ซึ่งเป็นการนำสินค้าจาก จีน เข้ามาในไทย แล้วทำเพียงขั้นตอนง่าย ๆ เช่น เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ก่อนจะติดตรา “Made in Thailand” และระบุชื่อโรงงานในไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีที่สหรัฐใช้กับสินค้าจีน

“ผมประเมินว่าการสวมสิทธิ์ในบางกลุ่มสินค้าอาจมีสัดส่วนสูงถึง 35-40% ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐกังวลมาก เพราะถือเป็นการใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่าน” ดร.อัทธ์ กล่าว

สำหรับ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือสินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามาในตลาดไทยจนผู้ประกอบการภายในประเทศแข่งขันได้ยาก ขณะที่อีกด้านหนึ่งสินค้าที่ส่งออกไปภายใต้ชื่อไทยก็ไม่ได้ใช้วัตถุดิบหรือ Local Content ในประเทศจริง ทำให้ธุรกิจไทยทั้ง SME และรายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการจ้างงานหรือการใช้วัตถุดิบในประเทศ

สำหรับกลุ่มสินค้าที่สหรัฐกำลังจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง โดยในกรณียางนั้น มองว่าเป้าหมายหลักของสหรัฐน่าจะอยู่ที่ “ล้อยางรถยนต์” มากกว่ายางพาราแผ่น เนื่องจากสหรัฐนำเข้ายางพาราจากไทยในปริมาณไม่มาก โดยส่วนใหญ่ไทยส่งออกยางพาราไปจีน

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือราคายางไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้โรงงานบางแห่งนำเข้ายางจาก เวียดนาม หรือ อินโดนีเซีย มาผลิตในไทยเพื่อส่งออกต่อ หรือในบางกรณีอาจนำล้อรถสำเร็จรูปจากจีนมาปรับบรรจุภัณฑ์และติดฉลากไทยก่อนส่งออกไปยังสหรัฐ

ขณะที่กลุ่มยานยนต์ สหรัฐให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนในไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หน้าจอรถยนต์ หรือระบบ AI ที่ผลิตในจีน แต่ถูกส่งออกผ่านไทย

ดร.อัทธ์ ยังเตือนว่าแม้อุตสาหกรรมเหล็กจะไม่ได้อยู่ใน 3 กลุ่มสินค้าที่ถูกระบุในเบื้องต้น แต่สถานการณ์ในไทยถือว่าน่ากังวลอย่างมาก เนื่องจากดัชนี MPI ของอุตสาหกรรมเหล็กไทยลดลงต่ำกว่า 30% หรืออยู่เพียงประมาณ 28-29% เท่านั้น สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากเหล็กราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดโลกและตลาดไทย

“หากผลการไต่สวนของสหรัฐพบว่าไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์สินค้า บทลงโทษอาจรุนแรงถึงขั้นเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มสูงสุดถึง 25% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่สหรัฐเคยใช้กับสินค้าจีน”

ทั้งนี้ สหรัฐมักใช้มาตรการทางการค้าหลายเครื่องมือร่วมกัน เช่น มาตรา 122 มาตรา 301 และมาตรา 232 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าและเพิ่มรายได้ภาษี โดยมีเป้าหมายจัดเก็บรายได้ราว 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาชดเชยงบประมาณที่สูญเสียจากภาระค่าใช้จ่ายด้านสงครามและปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกัน เป้าหมายสำคัญของสหรัฐในการไต่สวนครั้งนี้ คือการสกัดสินค้าจีนที่ใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่าน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาถูก

“ถ้าไทยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเรามีการใช้วัตถุดิบในประเทศจริง หรือมี Local Content เพียงพอ เรามีโอกาสถูกเก็บภาษีเพิ่มถึง 25% ได้” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์ เสนอว่า แนวทางที่ไทยควรดำเนินการคือการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อชี้แจงต่อ USTR อย่างเป็นระบบ โดยไม่ควรจำกัดเฉพาะ 3 กลุ่มสินค้าที่ถูกตั้งคำถามเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบทั้งห่วงโซ่การค้าในสองมิติ คือ การนำเข้าและการส่งออกในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ขณะเดียวกัน ไทยควรศึกษาแนวทางของเวียดนามที่ออกกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ โดยมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดทั้งที่ด่านศุลกากรและโรงงานผลิต รวมถึงการตรวจสอบพิกัดศุลกากรของสินค้าอย่างละเอียด

ดร.อัทธ์ ยังมองว่าปัญหาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐและจีนมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เพราะยิ่งไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากเท่าใด ไทยก็ยิ่งขาดดุลกับจีนมากขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากไทยกลายเป็นเส้นทางผ่านของสินค้าจีน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย เนื่องจากสินค้าจากจีน เช่น ผัก หอม กระเทียม แครอท และผลไม้ สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยได้มากขึ้นผ่านโครงข่ายขนส่งที่สะดวกขึ้น

“ไทยต้องแยกให้ชัดว่าสินค้าเกษตรชนิดใดที่เราผลิตได้เอง และควรมีมาตรการควบคุม ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรไทยต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศจนอยู่ไม่ได้ ขณะที่การชี้แจงต่อสหรัฐต้องทำควบคู่กับการปกป้องอุตสาหกรรมไทยในประเทศ เพราะหากไทยดำเนินการเพียงเพื่อให้สหรัฐพอใจโดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยยังคงเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อไปในระยะยาว” ดร.อัทธ์ กล่าวตอนท้าย