
'เครื่องปรับอากาศไทย' ร่วงอันดับ 3 โลก เสี่ยงย้ายฐาน–ภาษีสหรัฐบีบหนัก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคการผลิตไทย ในหลายอุตสาหกรรมกำลังตกอยู่ในสภาวะขีดความสามารถในการแข่งขันถดถอยลง ด้วยปัจจัยลบและแรงกดดันรอบด้านที่ประดังเข้ามา
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศไทยร่วงจากผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกมาอยู่อันดับ 3 โดยเสียตำแหน่งให้กับเม็กซิโก
- ผู้ผลิตเผชิญความเสี่ยงในการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่มีนโยบายและมาตรการจูงใจที่ดีกว่า
- ถูกกดดันอย่างหนักจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก รวมถึงการแข่งขันด้านต้นทุนจากจีน และมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคการผลิตไทย ในหลายอุตสาหกรรมกำลังตกอยู่ในสภาวะขีดความสามารถในการแข่งขันถดถอยลง ด้วยปัจจัยลบและแรงกดดันรอบด้านที่ประดังเข้ามา อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศก็เช่นกัน จากที่ฐานการผลิตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในเรื่องใดบ้าง และต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างไรให้อยู่รอด
ติดตามได้จาก ดร.ณรัณ ศิริสันธนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ไว้อย่างน่าสนใจ
ตั้งเป้าปี 2569 ส่งออกขยายตัว 8-10%
ดร.ณรัณ ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศปี 2569 ว่า จากสถานการณ์ล่าสุด คาดการณ์ว่าภาคการผลิตจะมีการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8 (YoY) และตั้งเป้าหมายการส่งออกให้ขยายตัวในระดับร้อยละ 8-10 (YoY) โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น กระตุ้นความต้องการสินค้าในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนทดแทนเครื่องปรับอากาศรุ่นเก่าด้วยระบบประหยัดพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
เผชิญแรงกดดันรอบด้าน
ขณะเดียวกันการค้าขายในปี 2569 จะได้รับแรงกดดันมาจากการค้าโลก ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน นอกจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์แล้ว ประเด็นสำคัญคือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการผลิตแบบยั่งยืน หรือ Green Manufacturing ที่ตลาดคู่ค้าสำคัญเริ่มบังคับใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) รวมถึงปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตไทยโดยตรง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ อีกทั้งนโยบายดึงดูดการลงทุนของประเทศคู่แข่งที่มีมาตรการจูงใจที่แรงมาก ทำให้ผู้ผลิตบางรายเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยไป
นอกจากนี้มาตรการภาษีทรัมป์ 15%(ตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 เรียกเก็บเบื้องต้น 0%) ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตาเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักสำหรับการส่งออกเครื่องปรับอากาศของไทย ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าจึงเป็นประเด็นที่กลุ่มฯ ให้ความห่วงกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบเรื่องการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า หากมีการนำสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาแอบอ้างเป็นสินค้าไทยเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และการส่งออกของไทยในภาพรวม
ดังนั้นโจทย์ใหญ่คือต้องพิสูจน์และควบคุมให้ได้ว่าเป็นสินค้า ‘Made in Thailand’ ที่ผลิตในประเทศไทยจริง ใช้วัตถุดิบในประเทศจริง ไม่ใช่แค่เอาของมาประกอบแล้วส่งต่อ
ปรับยุทธศาสตร์-รับมือให้ทันโลก
ดร.ณรัณ กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์รับมือโดยมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การยกระดับกระบวนการผลิตไปสู่ Smart & Green Industry เพื่อตอบโจทย์มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมโลก และใช้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงที่เข้ามาลงทุนในไทย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย
“สินค้าไทยมีจุดแข็งเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในตลาดเอเชียและยุโรปอยู่แล้ว เราจึงมุ่งเน้นการทำตลาดด้วยสินค้าคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
สอดคล้องกับทิศทางกฎระเบียบของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Carbon Footprint และประสิทธิภาพพลังงานมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ส่วนเวียดนามแม้จะเป็นคู่แข่งด้านฐานการผลิต แต่ก็เป็นตลาดบริโภคที่โตเร็วและนิยมสินค้าไทย เราควรวาง Position สินค้าไทยให้เป็น Premium Product ที่เชื่อถือได้มากกว่าแบรนด์ท้องถิ่นราคาถูก
จับตาจีน–เวียดนามกับโจทย์ใหญ่ของไทย
ต่อคำถามว่าจีนและเวียดนามเหนือกว่าไทยด้านใด ดร.ณรัณ มองว่า จีนได้เปรียบด้านต้นทุนจนเกิดปัญหาสินค้าทุ่มตลาด ขณะที่เวียดนามเด่นเรื่องนโยบายดึงดูดการลงทุน จูงใจผู้ผลิตบางรายย้ายฐาน ไทยจึงต้องเร่งสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพและเทคโนโลยี
ส่วนภายในระยะ 3-5 ปีนับจากนี้ไปเวียดนามจะก้าวมาเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่แซงหน้าไทยได้หรือไม่นั้น แม้เวียดนามเติบโตเร็ว แต่ไทยยังได้เปรียบจากห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและแรงงานทักษะสูง ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตแอร์คุณภาพ อย่างไรก็ดี ไทยต้องเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่อง พร้อมปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานให้แข่งขันได้
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การย้ายฐานผลิตไปประเทศต้นทุนต่ำหรือให้สิทธิประโยชน์ดีกว่า หากไทยปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลกไม่ทัน อาจเสียตลาดยุโรป อีกทั้งค่าไฟและโลจิสติกส์สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัยที่ทำให้แรงงานรุ่นใหม่ลดลง
ปัจจุบันไทยหล่นมาอยู่อันดับ 3 ผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศโลก เสียอันดับ 2 ให้เม็กซิโก จากกระแส Nearshoring ของโรงงานจีนที่ไปตั้งที่เม็กซิโกเพื่อบุกตลาดสหรัฐฯ และสิทธิประโยชน์ภาษีภายใต้ USMCA ที่เอื้อต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่าไทย
มองภาพรวมเศรษฐกิจหลังรัฐบาลใหม่
สุดท้ายในฐานะภาคเอกชน พร้อมทำงานร่วมกับทุกรัฐบาล สิ่งที่เราคาดหวังจากรัฐบาลใหม่ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการสร้างเสถียรภาพ และ การลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business แม้สัญญาณการส่งออกและท่องเที่ยวจะดูชะลอตัว แต่ถ้าภาครัฐเร่งเจรจา FTA กับตลาดใหม่ๆ และดูแลต้นทุนพลังงานและค่าแรงให้แข่งขันได้ คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยในส่วน Real Sector ยังแข็งแกร่งพอที่จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ต่อไปได้





