
‘AI’ ดันอิเล็กทรอนิกส์ไทย โตสวนทางทุกวิกฤต ออเดอร์ล้นยาวถึงสิ้นปี
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่สงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยกลับยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจประเทศในหลายช่วงวิกฤติที่ผ่านมา
KEY
POINTS
- กระแสความต้องการเทคโนโลยี AI, Data Center และ Cloud เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
- ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้หลายบริษัทในไทยมีคำสั่งซื้อเต็มกำลังการผลิตและจองล่วงหน้ายาวไปจนถึงสิ้นปี
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถเติบโตสวนทางวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตที่ได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทข้ามชาติ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่สงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยกลับยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจประเทศในหลายช่วงวิกฤติที่ผ่านมา
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่อง แม้โลกต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตที่ได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั่วโลก
- อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตสวนวิกฤติโลก
ดร.สัมพันธ์ ระบุว่า หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ 10-20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองหลายครั้ง ตั้งแต่การชุมนุมขนาดใหญ่ การรัฐประหาร ไปจนถึงเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นแทบไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เลย
เหตุผลสำคัญคือภาคการผลิตยังดำเนินการได้ตามปกติ ห่วงโซ่อุปทานไม่สะดุด และการส่งออกยังสามารถดำเนินต่อได้ ทำให้บริษัทข้ามชาติยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค แม้แต่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่โรงงานจำนวนมากยังสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง ในขณะที่หลายประเทศต้องปิดโรงงานหรือชัตดาวน์ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไทยยังรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
ปัจจุบันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจ้างงานอยู่ประมาณ 700,000-800,000 คน ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดยแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะสูงที่ต้องพัฒนาความรู้และอัปสกิลอย่างต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
- AI จุดพลุออเดอร์ล้นโรงงาน
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงนี้คือการเติบโตของเทคโนโลยี AI, Data Center และ Cloud ซึ่งผลักดันความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดร.สัมพันธ์ เปิดเผยว่า หลายบริษัทในอุตสาหกรรมนี้มีคำสั่งซื้อเต็มกำลังการผลิตตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยลูกค้าจองออเดอร์ล่วงหน้ายาวไปจนถึงสิ้นปี ทำให้บางโรงงานต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งสูง บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ที่มีฐานผลิตในไทย เช่น Western Digital, Fabrinet, Delta Electronics และ Hana Microelectronics ต่างได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ซึ่งเพิ่มความต้องการฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ Data Center ทั่วโลก
- ไทยยังเป็นเซฟโซนของนักลงทุนโลก
ขณะเดียวกัน แม้หลายประเทศในภูมิภาคจะเร่งดึงดูดการลงทุนด้านอิเล็กทรอนิกส์ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก เนื่องจากมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ยาวนานกว่า 50 ปี และมีระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่ความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงความสามารถของบุคลากรไทยในการพัฒนากระบวนการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงานอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการขยายการลงทุนของ Delta Electronics ที่มีแผนเพิ่มโรงงานในสมุทรปราการจาก 9 อาคารเป็น 18 อาคารในอีก 3-5 ปีข้างหน้า พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรกว่า 3,000 คน โดยกว่า 70% เป็นคนไทย การลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ยังมองประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาค
- เวียดนามคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีข้อได้เปรียบในด้านจำนวนแรงงานและวินัยการทำงานที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงคราม ทำให้แรงงานรุ่นใหม่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการทำงานสูง
อย่างไรก็ดี บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามทั้งหมด แต่ใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง โดยตั้งฐานการผลิตในหลายประเทศเพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์
- ภาษีสหรัฐและภูมิรัฐศาสตร์ต้องจับตา
ดร.สัมพันธ์ มองว่า ปัจจัยที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กังวลมากกว่าการเมืองไทย คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมถึงสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนี้ยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีมูลค่าสูงและขนส่งทางอากาศเป็นหลัก ทำให้ไม่ถูกกระทบจากปัญหาด้านโลจิสติกส์มากนัก
สำหรับมาตรการภาษีของสหรัฐที่อาจปรับเพิ่มตาม มาตรา 122 ในระดับ 10-15% นั้น มองว่าสินค้าหลายประเภท เช่น เซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยังมีแนวโน้มได้รับการยกเว้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐต้องพึ่งพาในการพัฒนาเทคโนโลยี
- เตือนความเสี่ยง “ฟองสบู่ AI”
แม้แนวโน้มอุตสาหกรรมจะยังเติบโตแข็งแกร่ง แต่ ดร.สัมพันธ์ เตือนว่า การเติบโตที่ร้อนแรงของ AI อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในอนาคต ปัจจุบันสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI หากกระแสนี้ชะลอตัวหรือเกิดภาวะ overheat ตัวเลขการเติบโตระดับ 30% ต่อปีที่เห็นในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ แต่กระนั้นสำหรับปี 2569 ยังเชื่อว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะยังเติบโตได้มากกว่า 20% แม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากฐานการส่งออกในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงมาก
- โจทย์ใหม่รัฐบาลเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย
ดร.สัมพันธ์ กล่าวตอนท้ายว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งผลักดันคือการเพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้ามาเป็นซัพพลายเออร์ได้ง่าย
“ปัจจุบันภาครัฐ บีโอไอ และภาคอุตสาหกรรมกำลังร่วมกันผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการร่วมพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรเทคโนโลยีรุ่นใหม่ให้กับประเทศ ถ้าประเทศมีคนคุณภาพมากขึ้น ธุรกิจของเขาก็เติบโตได้ยั่งยืน และประเทศไทยก็จะยังเป็นพื้นที่ลงทุนที่ปลอดภัยของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อไป” ดร.สัมพันธ์ กล่าว











